แม้จะถูกพูดถึงมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่เทรนด์ของ Solo Economy ที่ผู้บริโภคยุคใหม่เลือกที่จะอยู่คนเดียวมากขึ้น หรืออยู่เป็นคู่แบบไม่มีลูก หรืออาจจะมีลูกแค่ 1 คนนั้น ยังคงเป็นเทรนด์ที่มีผลต่อโลกการตลาดในปัจจุบัน
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจาก Solo Economy ก็คือการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็น Solo Customer ที่วันนี้ส่งผลทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การทำตลาดเพื่อรองรับกับลูกค้ากลุ่มนี้ที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่า การอยู่คนเดียวในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะจำเป็น หรือ ไม่มีทางเลือกแต่เป็นการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ควบคุมได้ ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความสุขส่วนตัวในโลกที่หมุนเร็วและเปลี่ยนไว กลายเป็น Consumer Trend ที่ส่งผลต่อการปรับรูปแบบการทำตลาดเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้
ส่วนลักษณะเด่นของ Solo Customer จะมีตั้งแต่เรื่องของการมีกำลังซื้อสูงเนื่องจากไม่มีภาระค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว ทำให้มีเงินและเวลาในการดูแลตัวเองมากขึ้น โดยพวกเขาจะเน้นสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และมักมองหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตคนเดียว เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด หรือบริการจัดส่งอาหารสำหรับ 1 คน
เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญกับตัวเองและคุณภาพชีวิต ตลอดจนมีอิสระในการใช้จ่ายเพื่อความสุขและความต้องการส่วนตัว ที่สำคัญยังกล้าตัดสินใจซื้อไม่ต้องรอการตัดสินใจจากคนอื่น ทำให้สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ง่ายและรวดเร็วกว่า
โดยสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของลูกค้ากลุ่มนี้จะมีตั้งแต่ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2566 ที่ระบุว่า คนไทยถึง 25% อยู่ในสถานะโสด โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเมือง และกรุงเทพฯ มีสัดส่วนคนโสดสูงถึง 50% ของประชากรในพื้นที่
เป็นตัวเลขที่ถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศ ในแง่ประชากรภาพรวม 75% ของคนโสดในไทยเป็นเพศหญิง ขณะที่สัดส่วนของคนโสดยิ่งสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะช่วงอายุ 25–34 ปี (30%), 35–44 ปี (25%) และลดลงในช่วง 45–54 ปี (20%)
สะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ยิ่งอายุน้อยลงสัดส่วนคนโสดยิ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของค่านิยมใหม่ในการใช้ชีวิต ที่เปลี่ยนไปจากกรอบครอบครัวแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ข้อมูลจาก The 1 Insight ซึ่งออกมาเจาะลึกการใช้จ่ายของคนโสดที่กำลังเลือกใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ให้คุณค่ากับการดูแลตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาเติมเต็ม โดยพบว่าคนโสดมียอดใช้จ่ายเติบโตสูงกว่าตลาดภาพรวมอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลุ่ม “คนโสด” คิดเป็นสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของตลาดภาพรวมแล้ว
แสดงให้เห็นว่า Solo Economy (เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยคนโสด) ไม่เพียงแค่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว แต่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ในส่วนของรายละเอียดการใช้จ่าย สิ่งที่แตกต่างชัดเจนระหว่างกลุ่มคนโสดและคนมีครอบครัวคือ “วัตถุประสงค์ในการใช้จ่าย” โดยคนโสดมักใช้จ่าย “เพื่อตัวเอง” เป็นหลักจึงสามารถใช้จ่ายเพื่อความต้องการเฉพาะตน
ขณะที่กลุ่มครอบครัวมีการใช้จ่ายกว่าครึ่งเพื่อครอบครัว โดยเฉพาะของใช้จำเป็น จึงไม่น่าแปลกใจที่คนโสดใช้จ่ายเพื่อภาพลักษณ์ในหมวด Fashion & Beauty มากถึง 30% จากการใช้จ่ายทั้งหมด ชื่นชอบสินค้าหมวด Sport มากกว่า 3 เท่า แสดงถึงความใส่ใจการดูแลสุขภาพ นิยมทานอาหารนอกบ้าน หมวด Dining มากกว่า 3 เท่า ทั้งยังสนใจและพร้อมจ่ายกับสินค้า Luxury มากกว่า 2 เท่า ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความตั้งใจของคนโสดในการ “ลงทุนกับตัวเอง” อย่างจริงจัง ทั้งในแง่ของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การแสดงออกถึงตัวตน และการให้รางวัลกับตัวเอง
นอกจากนั้น The 1 Insight ยังพบว่า คนโสดพร้อมจ่ายหนักเพื่อประสบการณ์และกิจกรรมยามว่าง ซึ่งการใช้จ่ายต่อคนเป็น 2 เท่า เทียบกับคนมีครอบครัว อาทิ ของสะสม ใช้จ่ายเพื่อเรียนเสริมทักษะด้านภาษา เวิร์กช็อปยามว่าง เช่น ทำอาหาร จัดดอกไม้ หรือเวิร์กช็อปงานดีไซน์ต่างๆ รวมถึงยังโดดเด่นในใช้จ่ายกับ Fitness Center และ Wellness Center ไปจนถึง บัตรคอนเสิร์ตและการเดินทางท่องเที่ยว
เมื่อพิจารณาเชิงเปรียบเทียบระหว่าง “คนโสดในเมือง” และ “คนโสดในต่างจังหวัด” จะพบความแตกต่างด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายในบางแง่มุม โดยเฉพาะในเรื่องลำดับความสำคัญของหมวดสินค้า แม้คนโสดในเมืองจะมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าราว 1.2 เท่า และเน้นในกลุ่ม Beauty & Premium Lifestyle ขณะที่คนโสดในต่างจังหวัดมีแนวโน้มใช้จ่ายในหมวด Home & Appliance มากกว่า เช่น อุปกรณ์ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน ซึ่งสะท้อนบริบทการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ The 1 Insight ยังเผย 3 หมวดสินค้ามาแรงครองใจคนโสด ได้แก่ หมวด Beauty โดยใช้จ่ายมากกว่าถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มคนมีครอบครัว โดยนอกจากจะเลือกใช้สินค้าแบรนด์บิวตี้ เช่น เซรั่ม มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ครีมกันแดด และผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มอย่าง Anti-Aging หรือ Brightening ยังนิยมเข้าคลินิกเสริมความงาม ทำหัตถการความงามต่างๆ
เช่นเดียวกันในหมวด Fashion คนโสดใช้จ่ายมากกว่าถึง 3 เท่า โดยลงทุนกับทั้งแบรนด์แฟชั่นระดับลักชัวรี เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า และนาฬิกา และแบรนด์แมสพรีเมียมที่เน้นคุณภาพและดีไซน์ที่สื่อถึงตัวตน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์มินิมอล เรียบหรู หรือแฟชั่นสายครีเอทีฟ สะท้อนแนวคิดที่ว่า “การดูแลภาพลักษณ์ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือการลงทุน”
ที่น่าแปลกใจคือในหมวด Home Decoration กลับพบว่า คนโสดยังมีแนวโน้มใช้จ่ายมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 4.5 เท่า ทั้งนี้เพราะค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการจัดการพื้นที่อยู่อาศัยตกเป็นภาระของคนคนเดียว ต่างจากคนมีครอบครัวที่มักแบ่งภาระร่วมกันกับคู่ชีวิตหรือสมาชิกในครอบครัวใหญ่ กล่าวคือ คนโสดไม่มี “ตัวหาร” ตั้งแต่งานก่อสร้างไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้จิปาถะในบ้าน ล้วนต้องจ่ายด้วยตัวเองทั้งหมด

ขณะเดียวกัน พวกเขายังมีอิสระในการเลือกซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์รสนิยมของตัวเองโดยไม่ต้องประนีประนอมกับใคร ทำให้กล้าลงทุนกับของตกแต่งดีไซน์เฉพาะตัว หรือสินค้าคุณภาพสูงที่สะท้อนไลฟ์สไตล์และความเป็นตัวตนอย่างแท้จริง
พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่า คนโสดในเมืองคือกลุ่มผู้บริโภคที่ “พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตของตัวเอง” พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีครอบครัวเพื่อแสดงสถานะหรือเป้าหมาย แต่ใช้เงินอย่างตั้งใจเพื่อเติมเต็มความพึงพอใจในชีวิตประจำวัน ด้วยพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจง มีเหตุผล และเต็มไปด้วยแรงผลักดันจากภายใน
ธุรกิจที่เข้าใจกลุ่มนี้และสามารถออกแบบสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับแนวคิด “ดูแลตัวเองในทุกมิติ” ได้อย่างแม่นยำจะกลายเป็นผู้ชนะในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจของคนโสดอย่างแท้จริง
โดยตลาดที่มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของ Solo Consumer นอกจากเรื่องของการช้อปปิ้งแล้ว ยังอาจจะไล่เลียงออกไปได้อีกมากมาย อาทิ
1. Hospitality & Travel Agency
2. Restaurant
3. Residential Real Estate
4. Streaming Platform
5. Health & Wellness
ไม่เว้นแม้แต่ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่วันนี้ผู้เล่นรายใหญ่อย่างกลุ่มไทยเบฟ มีการปรับเกมรับกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยที่กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยมสังสรรค์เป็นกลุ่มใหญ่ ปัจจุบันผู้บริโภคหลายคนเลือกดื่มคนเดียว หรือดื่มในปริมาณที่น้อยลง ทำให้บริษัทเครื่องดื่มต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์นี้
การปรับเกมในครั้งนี้ มีการออกสินค้าใหม่ๆ ในรูปแบบของเครื่องดื่ม RTD ที่เป็นแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม โดยมีการนำแบรนด์เหล้าสีอย่างหงส์ทอง มานำเสนอในรูปแบบของเหล้าพร้อมดื่มบรรจุในแพ็กเกจจิ้งแบบแคน มี 2 ผลิตภัณฑ์ นั่นคือ หงส์ทองผสมโซดา กับหงส์ทองผสมโคล่า ที่ทำในรูปแบบกระป๋องขนาด 200 ml. จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 4.8%
ส่วนสินค้าอีกตัวที่เป็นแบรนด์ใหม่ คือ ZATO หรือสาโทกระป๋อง มีรส Lemon Lime Fizz ที่ผสมเลมอนกับรสชาติ Cola Bomb ที่ผสมโคล่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 5% จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ทั้ง 2 ตัวนี้เรียกได้ว่าเพื่อเจาะกลุ่มตลาด RTD (Ready to Drink)
การปรับตัวของไทยเบฟสะท้อนถึงการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากการดื่มหนักๆ ในอดีต มาสู่การดื่มแบบเบาๆ และเน้นความสะดวกในการบริโภค การปรับไซซ์ของผลิตภัณฑ์ให้เล็กลงจึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ โดยมี 2เหตุผลหลักในการดำเนินการ คือ
1.เทรนด์การดื่มของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มคนเจนใหม่นิยมดื่มคนเดียวที่บ้านหรือในห้องพักมากกว่าการสังสรรค์แบบกลุ่มใหญ่ความต้องการเครื่องดื่มขนาดพอดีสำหรับการดื่มเพียงคนเดียวจึงเพิ่มขึ้นการปรับไซซ์ให้เล็กลงช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นี้อย่างตรงจุด
2.เรื่องราคาก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผ่านมา การซื้อเครื่องดื่มขนาดใหญ่มักต้องซื้อคู่กับมิกเซอร์ ทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นการปรับไซต์ให้เล็กลงจึงช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ยังคงเพลิดเพลินกับรสชาติและคุณภาพของแบรนด์ไทยเบฟการปรับไซซ์เล็กลงจึงไม่ได้เป็นเพียงการลดปริมาณ แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น
ทั้งหมด เป็นการรองรับกับเทรนด์การเติบโตของผู้บริโภคกลุ่ม Solo Consumer ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง....