BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
481
VIEWS

ซิมโฟนีแห่งประสาทสัมผัส เมื่อเสียงกำหนดรสชาติอาหาร ปลุกหัวใจให้อร่อยจนเคลิ้ม และยอมจ่ายเพิ่มขึ้น

ต.ค. 30, 2568 A.Kanitha
เราอาจจะเคยรู้จักกับ “ไวน์แพริ่ง” กันมาก่อน โดยจับคู่กันตามความเข้ม อย่าง อาหารเบา:  ไก่ ปลา หรือพาสต้าซอสมะเขือเทศ คู่กับไวน์ขาว ส่วน อาหารเข้มข้น: เนื้อแดง สเต็ก หรืออาหารรสจัด คู่กับไวน์แดง
แต่ศาสตร์การจับคู่อาหารระหว่าง  “รสชาติ” กับ “เสียงเพลง” ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เพราะในโลกแห่งการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหาร การนำเสนออาหารที่อร่อยเลิศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะตรึงใจลูกค้าไว้ได้ยาวนานอีกต่อไป เพราะประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าจดจำนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงรสชาติที่ปลายลิ้น แต่คือการปลุกประสาทสัมผัสทั้งหมดให้ตื่นขึ้นพร้อมกัน

และกุญแจสำคัญที่ถูกมองข้ามมานานก็คือ “ดนตรี” พลังแห่งทำนองเพลงไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงพื้นหลัง แต่เป็น “เครื่องปรุง” ลับที่สามารถเพิ่มความสุข เปลี่ยนแปลงการรับรู้รสชาติ และสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่นำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ แบรนด์ Galaxy Chocolate จากสหราชอาณาจักร ได้ร่วมมือกับนักวิจัยด้านเสียงจากหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ สร้างสรรค์บทเพลงที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจงเพื่อ “ทำให้ช็อกโกแลตอร่อยขึ้น” เพลงนี้มีชื่อว่า “Sweetest Melody”  ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีอย่าง

• เปียโน ที่มอบความรู้สึกถึง ความหวาน
• เครื่องสาย ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึก เนียนนุ่ม
• พิณ (Harp) ที่มอบความรู้สึก กลมกล่อมลื่นไหล

เพลงนี้มีจังหวะ 78 BPM (จังหวะการเต้นของหัวใจแบบสบายๆ และมีความยาว 90 วินาที พอดีกับเวลาที่ช็อกโกแลตละลายบนลิ้น ซึ่ง Galaxy มั่นใจว่าเพลงนี้จะเปลี่ยนช็อกโกแลตจากของหวานธรรมดา ๆ ให้กลายเป็น “ซิมโฟนีแห่งประสาทสัมผัส” เพราะนักวิจัยพบว่า เสียงแหลมสูง จะช่วยเพิ่มการรับรู้รสหวานและรสเปรี้ยว ทำให้ขนมหวานและของหวานที่ร้านมีความหวานยิ่งขึ้น และเพิ่มความสุขจากการกินช็อกโกแลต

จริงๆ แล้ว ดนตรีและอาหารเปรียบเสมือนภาษาสากล การจับคู่ทั้งสองเข้าด้วยกันจึงสามารถมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจร่วมกันได้ คราวนี้มาดูกันว่าดนตรีประเภทใดคู่กับอาหารประเภทใดมากที่สุด

ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง :ดนตรีคลาสสิกมักเชื่อมโยงกับความมั่งคั่ง และงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ดนตรีคลาสสิก มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อของ และสามารถทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไวน์หรืออาหารที่พวกเขาเลือกนั้นหรูหราขึ้น นอกจากนี้ ดนตรีคลาสสิกยังช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินในการรับประทานอาหารอีกด้วย ดังนั้น ร้านอาหารแนวนี้จึงเหมาะกับดนตรีคลาสสิก แจ๊ส และดนตรีบรรเลง 

อาหารชาติพันธุ์:ร้านอาหารที่อินเดีย สเปน หรือญี่ปุ่น จะมีความ Authentic มากขึ้นเมื่อเปิดเพลงที่เข้ากับเชื้อชาติของอาหาร ความรู้สึกดั้งเดิมนี้ส่งผลอย่างมากต่อความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้าที่มีต่ออาหาร และช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าได้มากที่สุด 

ร้านขนมหวาน: เพลงป๊อปจังหวะสนุกสนานหรือป๊อปร็อกที่มีเสียงร้องแหลมสูงที่โดดเด่นสามารถช่วยเพิ่มการรับรู้ถึงความหวานในอาหารได้ 

ร้านชา/กาแฟ:เพลงจังหวะช้าๆ ที่มีเสียงร้องต่ำ เพื่อดึงรสชาติขมๆ ออกมาและดึงดูดลูกค้าให้นั่งดื่มเครื่องดื่มนานขึ้น 

อาหารจานด่วน:ดนตรีจังหวะเร็วที่เล่นดังๆ เหมาะกับอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างมาก เพราะเพลงที่มีจังหวะถี่ๆ และเสียงที่ดังมากๆ มักจะเพิ่มระดับความตื่นเต้น ส่งผลให้ลูกค้าเลือกอาหารที่มีน้ำตาลหรือเกลือสูง ทำให้ลูกค้ากินมากขึ้นและกินเร็วขึ้น

นอกจากเพิ่มประสบการณ์แล้ว ดนตรียังเป็นเครื่องมือทรงพลังในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า ยกตัวอย่าง สำหรับร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่มีเป้าหมายให้ลูกค้าดื่มด่ำกับมื้ออาหารและใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ดนตรีช้าลงคือคำตอบ ยิ่งดนตรีช้าลงเท่าไร ลูกค้าก็ยิ่งกินช้าลงเท่านั้น ทำให้พวกเขาอยู่ในร้านนานขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การ สั่งไวน์หรือของหวานเพิ่ม หรือกาแฟสักแก้ว

เพราะดนตรีคลาสสิก มักถูกเชื่อมโยงกับ ความมั่งคั่ง ความหรูหรา และความร่ำรวย การเปิดเพลงคลาสสิกในร้านอาหารชั้นเลิศสามารถทำให้อาหารและไวน์ที่ลูกค้าเลือกนั้น รู้สึกหรูหราขึ้น และกระตุ้นให้พวกเขา อยากใช้เงินมากขึ้นนั่นเอง

ในทางตรงกันข้าม ร้านอาหารจานด่วนที่ต้องการการหมุนเวียนลูกค้าสูง จะใช้กลยุทธ์ที่ตรงกันข้าม ดนตรีจังหวะเร็วที่เล่นดังๆ เพราะยิ่งจังหวะเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเคี้ยวเร็วขึ้น กินเร็วขึ้น และออกจากร้านเร็วขึ้น
นอกจากนี้ เสียงเพลงที่ดังมาก ๆ ยัง เพิ่มระดับความตื่นเต้น ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าเลือกอาหารที่มีน้ำตาลหรือเกลือสูงมากขึ้นด้วย

เรื่องนี้มีการวิจัยกันอย่างจริงจังจากบริษัทฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่อย่าง McDonald’s โดยในสวีเดน ร้านแมคโดนัลด์ที่นั่นปรับโฉมเพลย์ลิสต์ ปรากฏว่ายอดขายก็เพิ่มขึ้นถึง 9% ขณะเดียวกัน ในอังกฤษและสกอตแลนด์ สาขาแฟรนไชส์ต่างๆ เริ่มเปิดเพลงคลาสสิกในช่วงเย็น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยไล่ลูกค้าที่เดินเตร่ไปมาเท่านั้น แต่ยังสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้กับผู้ที่ต้องการเพลิดเพลินกับไก่แมคนักเก็ตยามดึกอีกด้วย เมื่อทานเสร็จ พวกเขาอาจจะกลับไปสั่งกาแฟ และแน่นอนว่ายอดขายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ผับ/บาร์ : นักแต่งเพลงจำนวนมากพัฒนาเพลงดื่มขึ้นมา เพราะเมื่อผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับดนตรีแล้ว พวกเขาจะดื่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อผลกำไร ปัจจุบัน นักวิจัยด้านดนตรีได้พิสูจน์แล้วว่า หากเปิดเพลงดื่มแบบดั้งเดิมในบาร์ ผู้คนจะอยู่ในบาร์นานขึ้น ดื่มมากขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้น
 

ซิมโฟนีแห่งประสาทสัมผัส เมื่อเสียงกำหนดรสชาติอาหาร ปลุกหัวใจให้อร่อยจนเคลิ้ม และยอมจ่ายเพิ่มขึ้น

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact