เราอาจจะเคยรู้จักกับ “ไวน์แพริ่ง” กันมาก่อน โดยจับคู่กันตามความเข้ม อย่าง อาหารเบา: ไก่ ปลา หรือพาสต้าซอสมะเขือเทศ คู่กับไวน์ขาว ส่วน อาหารเข้มข้น: เนื้อแดง สเต็ก หรืออาหารรสจัด คู่กับไวน์แดง
แต่ศาสตร์การจับคู่อาหารระหว่าง “รสชาติ” กับ “เสียงเพลง” ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
เพราะในโลกแห่งการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหาร การนำเสนออาหารที่อร่อยเลิศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะตรึงใจลูกค้าไว้ได้ยาวนานอีกต่อไป เพราะประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าจดจำนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงรสชาติที่ปลายลิ้น แต่คือการปลุกประสาทสัมผัสทั้งหมดให้ตื่นขึ้นพร้อมกัน
และกุญแจสำคัญที่ถูกมองข้ามมานานก็คือ “ดนตรี” พลังแห่งทำนองเพลงไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงพื้นหลัง แต่เป็น “เครื่องปรุง” ลับที่สามารถเพิ่มความสุข เปลี่ยนแปลงการรับรู้รสชาติ และสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่นำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้ แบรนด์ Galaxy Chocolate จากสหราชอาณาจักร ได้ร่วมมือกับนักวิจัยด้านเสียงจากหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ สร้างสรรค์บทเพลงที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจงเพื่อ “ทำให้ช็อกโกแลตอร่อยขึ้น” เพลงนี้มีชื่อว่า “Sweetest Melody” ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีอย่าง
• เปียโน ที่มอบความรู้สึกถึง ความหวาน
• เครื่องสาย ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึก เนียนนุ่ม
• พิณ (Harp) ที่มอบความรู้สึก กลมกล่อมลื่นไหล
เพลงนี้มีจังหวะ 78 BPM (จังหวะการเต้นของหัวใจแบบสบายๆ และมีความยาว 90 วินาที พอดีกับเวลาที่ช็อกโกแลตละลายบนลิ้น ซึ่ง Galaxy มั่นใจว่าเพลงนี้จะเปลี่ยนช็อกโกแลตจากของหวานธรรมดา ๆ ให้กลายเป็น “ซิมโฟนีแห่งประสาทสัมผัส” เพราะนักวิจัยพบว่า เสียงแหลมสูง จะช่วยเพิ่มการรับรู้รสหวานและรสเปรี้ยว ทำให้ขนมหวานและของหวานที่ร้านมีความหวานยิ่งขึ้น และเพิ่มความสุขจากการกินช็อกโกแลต
จริงๆ แล้ว ดนตรีและอาหารเปรียบเสมือนภาษาสากล การจับคู่ทั้งสองเข้าด้วยกันจึงสามารถมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจร่วมกันได้ คราวนี้มาดูกันว่าดนตรีประเภทใดคู่กับอาหารประเภทใดมากที่สุด
ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง :ดนตรีคลาสสิกมักเชื่อมโยงกับความมั่งคั่ง และงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ดนตรีคลาสสิก มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อของ และสามารถทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไวน์หรืออาหารที่พวกเขาเลือกนั้นหรูหราขึ้น นอกจากนี้ ดนตรีคลาสสิกยังช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินในการรับประทานอาหารอีกด้วย ดังนั้น ร้านอาหารแนวนี้จึงเหมาะกับดนตรีคลาสสิก แจ๊ส และดนตรีบรรเลง
อาหารชาติพันธุ์:ร้านอาหารที่อินเดีย สเปน หรือญี่ปุ่น จะมีความ Authentic มากขึ้นเมื่อเปิดเพลงที่เข้ากับเชื้อชาติของอาหาร ความรู้สึกดั้งเดิมนี้ส่งผลอย่างมากต่อความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้าที่มีต่ออาหาร และช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าได้มากที่สุด
ร้านขนมหวาน: เพลงป๊อปจังหวะสนุกสนานหรือป๊อปร็อกที่มีเสียงร้องแหลมสูงที่โดดเด่นสามารถช่วยเพิ่มการรับรู้ถึงความหวานในอาหารได้
ร้านชา/กาแฟ:เพลงจังหวะช้าๆ ที่มีเสียงร้องต่ำ เพื่อดึงรสชาติขมๆ ออกมาและดึงดูดลูกค้าให้นั่งดื่มเครื่องดื่มนานขึ้น
อาหารจานด่วน:ดนตรีจังหวะเร็วที่เล่นดังๆ เหมาะกับอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างมาก เพราะเพลงที่มีจังหวะถี่ๆ และเสียงที่ดังมากๆ มักจะเพิ่มระดับความตื่นเต้น ส่งผลให้ลูกค้าเลือกอาหารที่มีน้ำตาลหรือเกลือสูง ทำให้ลูกค้ากินมากขึ้นและกินเร็วขึ้น
นอกจากเพิ่มประสบการณ์แล้ว ดนตรียังเป็นเครื่องมือทรงพลังในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า ยกตัวอย่าง สำหรับร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่มีเป้าหมายให้ลูกค้าดื่มด่ำกับมื้ออาหารและใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ดนตรีช้าลงคือคำตอบ ยิ่งดนตรีช้าลงเท่าไร ลูกค้าก็ยิ่งกินช้าลงเท่านั้น ทำให้พวกเขาอยู่ในร้านนานขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การ สั่งไวน์หรือของหวานเพิ่ม หรือกาแฟสักแก้ว
เพราะดนตรีคลาสสิก มักถูกเชื่อมโยงกับ ความมั่งคั่ง ความหรูหรา และความร่ำรวย การเปิดเพลงคลาสสิกในร้านอาหารชั้นเลิศสามารถทำให้อาหารและไวน์ที่ลูกค้าเลือกนั้น รู้สึกหรูหราขึ้น และกระตุ้นให้พวกเขา อยากใช้เงินมากขึ้นนั่นเอง
ในทางตรงกันข้าม ร้านอาหารจานด่วนที่ต้องการการหมุนเวียนลูกค้าสูง จะใช้กลยุทธ์ที่ตรงกันข้าม ดนตรีจังหวะเร็วที่เล่นดังๆ เพราะยิ่งจังหวะเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเคี้ยวเร็วขึ้น กินเร็วขึ้น และออกจากร้านเร็วขึ้น
นอกจากนี้ เสียงเพลงที่ดังมาก ๆ ยัง เพิ่มระดับความตื่นเต้น ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าเลือกอาหารที่มีน้ำตาลหรือเกลือสูงมากขึ้นด้วย
เรื่องนี้มีการวิจัยกันอย่างจริงจังจากบริษัทฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่อย่าง McDonald’s โดยในสวีเดน ร้านแมคโดนัลด์ที่นั่นปรับโฉมเพลย์ลิสต์ ปรากฏว่ายอดขายก็เพิ่มขึ้นถึง 9% ขณะเดียวกัน ในอังกฤษและสกอตแลนด์ สาขาแฟรนไชส์ต่างๆ เริ่มเปิดเพลงคลาสสิกในช่วงเย็น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยไล่ลูกค้าที่เดินเตร่ไปมาเท่านั้น แต่ยังสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้กับผู้ที่ต้องการเพลิดเพลินกับไก่แมคนักเก็ตยามดึกอีกด้วย เมื่อทานเสร็จ พวกเขาอาจจะกลับไปสั่งกาแฟ และแน่นอนว่ายอดขายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผับ/บาร์ : นักแต่งเพลงจำนวนมากพัฒนาเพลงดื่มขึ้นมา เพราะเมื่อผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับดนตรีแล้ว พวกเขาจะดื่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อผลกำไร ปัจจุบัน นักวิจัยด้านดนตรีได้พิสูจน์แล้วว่า หากเปิดเพลงดื่มแบบดั้งเดิมในบาร์ ผู้คนจะอยู่ในบาร์นานขึ้น ดื่มมากขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้น