หากลองสังเกตกันดี ๆ ทุกใบประกาศรับสมัครงาน จะต้องมีคำว่า ‘multitasking’ ไม่ว่าจะพนักงานทั่วไปหรือผู้จัดการ ต่างก็ต้องทำหลายอย่างพร้อมกันได้ดี กลายเป็นคุณสมบัติของที่คนยุคนี้ต้องมี
แต่ใครมันจะเป๊ะปังอลังเวอร์ขนาดนั้นล่ะคะ ถ้างั้นก็ไม่จำเป็นต้องจ้างหลายคนหลายตำแหน่ง ยัดงานให้คน ๆ เดียวทำก็เพียงพอแล้วสิ? ก็เป็นไปไม่ได้อีก เพราะสมองและกำลังของเรามีขีดจำกัด นั่นทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “multitasking มีอยู่จริงเหรอ?” เพราะเดิมทีคำ ๆ นี้มันเป็นศัพท์ที่ใช้บอกถึงความสามารถของคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ
นั่นทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดัง ๆ ต่างพยายามหาคำตอบว่า “มนุษย์ทำหลายอย่างพร้อมกันได้จริงไหม” ผลออกมาตรงกันว่า ไม่มีใคร multitask ได้จริง สิ่งที่เราคิดว่าคือการทำหลายงานพร้อมกัน แท้จริงแล้วคือความสามารถของสมองที่สลับโฟกัสได้อย่างรวดเร็วต่างหาก แม้จะเสียเวลาเพียงเสี้ยวนาทีให้การสลับโหมด แต่ก็ใช้พลังงานสมองมากโขเลยทีเดียว ซึ่งทำให้ศักยภาพการทำงานลดลงถึง 40% (อ้างอิงผลวิจัยจากนักประสาทวิทยา MIT)
และยังมีวิจัยที่ดังที่สุด ใช้การทดลองชื่อว่า Cognitive control in media multitaskers จาก Stanford ที่ได้ทดลองกับกลุ่มนักศึกษา 262 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มที่ multitask หนัก (เช่น เล่นโซเชียล ดูทีวี ทำงานบ้านพร้อมกันเป็นประจำ)
- กลุ่มที่ทำทีละอย่าง
จากนั้นให้ทั้งสองกลุ่มมาทำแบบทดสอบด้านต่าง ๆ ผลลัพธ์คือ กลุ่มที่ multitask ทำคะแนนได้แย่กว่าในทุกการทดสอบ ทั้งด้านความจำระยะสั้น การกรองข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง และการสลับโฟกัส ซึ่งหมายความว่า คนที่คิดว่าตัวเองทำหลายอย่างได้พร้อมกันจริง ๆ แล้วเสียสมาธิง่ายกว่าคนที่ทำทีละอย่างเสียอีก
จึงมีข้อสรุปจากวิจัยนี้ว่า คนที่ชอบทำหลายอย่างพร้อมกันเป็นประจำ จะเสียความสามารถในการกรองสิ่งรบกวน สมาธิสั้นลง และทำงานได้ไม่ลึก เพราะสมองคุ้นกับการสลับสิ่งกระตุ้นตลอดเวลา ดังนั้นใครที่คิดว่าทำหลายอย่างพร้อมกันคือเก่ง แต่จริง ๆ แล้วมันคือการใช้พลังงานสมองเกินจำเป็น และผลลัพธ์ก็มีแต่แย่ลง
คำถามคือ ถ้า multitasking ไม่ได้มีอยู่จริง แล้วสิ่งที่องค์กรต้องการจากคนทำงานมันคืออะไรกันแน่? คำตอบอยู่ที่อีกคำที่มักถูกสับสนกับมัน นั่นคือ Multi-Skill
ในภาษาของ HR คำว่า Multi-Skill หมายถึงการที่คน ๆ หนึ่งมีทักษะหลายด้าน และสามารถทำงานข้ามสายได้ เช่น คนทำกราฟิกที่ตัดต่อวิดีโอเป็น นักการตลาดที่ดีไซน์งานออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ หรือหัวหน้างานที่มองเห็นทั้งภาพกลยุทธ์และงานปฏิบัติ จริง ๆ มันสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของคนทำงานยุคใหม่ ซึ่งต่างจาก multitasking ที่หมายถึงการทำหลายอย่างพร้อมกัน
แต่ในโลกการทำงาน แทบไม่มีเส้นแบ่งระหว่าง multitasking กับ Multi-Skill นี่เป็นช่องว่างให้หลายบริษัทใช้คำว่า multitasking เป็นข้ออ้างให้พนักงานทำมากขึ้นแต่เงินเดือนเท่าเดิม พอเป็นแบบนี้ คนที่เก่งรอบด้านกลับต้องแบกงานทุกอย่าง แทนที่จะได้ทำสิ่งที่ถนัดได้สุดทาง จากแนวคิดที่ควรพัฒนาศักยภาพของคนทำงาน กลายเป็นเครื่องมือลดต้นทุนขององค์กรแบบเนียน ๆ
การใช้คนน้อยแต่ได้งานเยอะอาจดูเหมือนทางออกที่ดี แต่ระยะยาว มันคือกับดักที่ทำลายทั้งคุณภาพงานและคุณภาพคน การต้องสลับโฟกัสไปมาทั้งวัน ทำงานเกินขอบเขต หรือไม่มีเวลาพักเลย จะค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นภาวะ burnout ซึ่งตอนนี้แรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น การบังคับให้พนักงานต้อง multi-skill หรือ multitask แบบไม่สมัครใจ ยังส่งผลเสียต่อโครงสร้างองค์กรด้วย เพราะพอตำแหน่งเริ่มซ้อนทับกัน บทบาทไม่ชัด ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก็เริ่มหายไป งานที่ควรจะละเอียดลึกก็กลายเป็นแค่ “ทำให้จบ ๆ ไปวัน ๆ” และเมื่อพนักงานไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานหลักของตัวเองคืออะไร ความรู้สึกเป็นเจ้าของงานก็จะหายไปด้วย สุดท้ายองค์กรก็จะเสียทั้งคนเก่งและคุณภาพงานไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม Multi-Skill จะมีค่าก็ต่อเมื่อองค์กร ‘ให้ก่อนจะขอ’ ให้ลงทุนพัฒนาทักษะ ให้สนับสนุนการเรียนรู้ และตอบแทนอย่างเป็นธรรม เพราะเมื่อคนได้เติบโตบนระบบที่ดี มันจะกลายเป็นพลังให้ทีมแข็งแรงขึ้นโดยไม่ต้องบีบใคร ดังนั้นองค์กรที่ดี คือองค์กรที่เข้าใจขีดจำกัดของมนุษย์ เพราะสุดท้าย multitaskingหรือ Multi-Skill ไม่ได้ทำให้งานดีขึ้น แค่ทำให้คนหมดแรงเร็วขึ้นเท่านั้นเอง