อะไรคือสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในพาวิลเลียนที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 2 ล้านคน ในงาน Expo 2025 Osaka, Kansai, Japan?
ความสวยงามของสถาปัตยกรรม? เสียงดนตรีและรอยยิ้มของคนไทย? หรือเพราะ “ความเป็นไทย” ที่ถูกตีความอย่างลึกซึ้งกว่านั้นจนกลายเป็นพลังที่ส่งต่อความสุข ความประทับใจ และความอบอุ่นให้กับผู้คนจากทั่วโลก จนหลายคนอยากกลับ มา “สัมผัสมนต์เสน่ห์ของไทย” อีกครั้ง
ตลอดระยะเวลา 6 เดือนของการจัดงาน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน - 13 ตุลาคม 2568 อาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ต้อนรับผู้เข้าชมกว่า 2 ล้านคนจากทั่วโลก ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่ต่างเดินเข้ามาด้วยความอยากรู้ และเดินออกไปด้วยความประทับใจที่ยากจะลืม ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของ “Soft Power ไทย” ที่สามารถสร้างประสบการณ์สะท้อนศักยภาพด้านสาธารณสุขที่พร้อมผลักดันประเทศสู่เป้าหมายการเป็น Medical & Wellness Hub อย่างเป็นรูปธรรม

บรรยากาศงาน Thailand Pavilion Appreciation Ceremony และพิธีปิดอาคารนิทรรศการไทย ได้รับเกียรติจากนายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายแพทย์กรกฤช ลิ้มสมมุติ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเจ้าหน้าที่ประจำอาคารนิทรรศการร่วมให้การต้อนรับ
ภายในงานยังได้จัดแสดงชุดภูมิพิมานไทย From the Wisdom of Thailand to the World ประกอบด้วยองก์ที่ 1 Land of Paradise องก์ที่ 2 The Miracle of Good Fortune และองก์ที่ 3 Towards a Prosperous World ถ่ายทอดเรื่องราวแผ่นดินไทย ผ่านศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และนาฏศิลป์ พร้อมด้วยวีดิทัศน์พิเศษเส้นทางแห่งความภาคภูมิใจที่บันทึกเรื่องราวตลอด 184 วันของการเปิดนิทรรศการ จนกลายเป็นอีกหนึ่งหลักฐานแห่งความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของ Thailand Pavilion

ตลอดการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ประเทศไทยได้ใช้เวที Expo เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าเรื่องราวของสุขภาวะของชีวิตผ่านแนวคิดหลัก “Designing Future Society for Our Lives”การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์เพื่อเป้าหมายชีวิตที่มีความสุขและสุขภาพดี หมุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาผ่าน Soft Power ไทยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ สถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งทั้งหมดถูกหลอมรวมเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่เข้าถึงได้ เริ่มจากสถาปัตยกรรมที่นำศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยโบราณผสานเข้ากับวิธีก่อสร้างสมัยใหม่ ด้วยการออกแบบหลังคาที่เป็นลักษณะทรงจอมแหให้เป็นทรงครึ่งจั่ว ประกอบกับการใช้ผนังกระจกขนาดใหญ่ขนาบข้างอาคารยาวตลอดแนวเป็นการสร้างเทคนิคภาพสะท้อน ทำให้เห็นความเป็นสถาปัตยกรรมของไทยอันสมบูรณ์และงดงาม

ขณะเดียวกัน ศิลปวัฒนธรรมไทย ถูกนำเสนอผ่านการแสดงชุดภูมิพิมานไทยที่ผสมผสานระหว่างศิลปะการแสดง ถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยอย่างร่วมสมัย
อีกหนึ่งพลังที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คืออาหารไทยที่กลายเป็นสื่อกลางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนทำให้โซนอาหารไทยกลายเป็นจุดหมายยอดนิยม ยอดขายทะลุเกินคาด สะท้อนความนิยมของครัวไทยที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
และแน่นอนว่า ไฮไลต์สำคัญที่ทุกคนพูดถึง คือนวดไทย สัญลักษณ์ของสุขภาพแบบองค์รวมที่ผู้เข้าชมจากทั่วโลกต่างต้องการสัมผัสด้วยตัวเอง ไม่เพียงสร้างความประทับใจ แต่ยังช่วยเผยแพร่ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
นอกจากนั้น ภายในพาวิลเลียนยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ร่วมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนจากทั่วโลก โดยนำเสนอสินค้าและนวัตกรรมสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องหอมไทย งานหัตถกรรม และสินค้า OTOP เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพและวัฒนธรรมไทยในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอด Soft Power ไทยสู่การสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจในตลาดโลก
ในภาพรวม ความสำเร็จของ Thailand Pavilion จึงไม่ใช่เพียงความสวยงามทางสถาปัตยกรรมหรือความอลังการของการแสดง แต่คือภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่างวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจที่ทำให้โลกเห็นศักยภาพของประเทศไทยในมิติใหม่ ทั้งในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพครบวงจร
ท้ายที่สุด นี่คืออีกหนึ่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่สามารถใช้เวทีระดับโลกในการเล่าเรื่องประเทศไทยด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายผ่านพลังของ Soft Power ไทยจึงมั่นใจว่าประเทศไทยจะได้รับความสนใจในฐานะศูนย์กลางสุขภาพโลก Medical & Wellness Hub ได้แน่นอน