“แสงมันอยู่ในชีวิตเราตลอด จนเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันสำคัญแค่ไหน เว้นแต่วินาทีที่ไฟดับ ตอนนั้นแหละ เราถึงจะรู้ว่าที่ผ่านมาเรามีแสงอยู่โดยไม่เคยสังเกตมันเลย แม้แต่แสงธรรมชาติที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน เราก็แทบไม่รู้ตัว งานบันเทิงเช่นกัน แสงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบประกอบฉาก แต่คือหัวใจที่ทำให้ภาพทั้งหมดมีชีวิต” อโรชา กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจ L&E Beyond กล่าว
และนี่คือจุดตั้งต้นของการเดินทางของ L&E Beyond แบรนด์ไทยที่กำลังยกระดับอุตสาหกรรมEntertainment Lighting ให้เทียบเคียงเวทีโลก ด้วยแนวทางที่เริ่มจากความเข้าใจแสง ไม่ใช่เพียงการใช้อุปกรณ์ไฟ
เพราะในวันที่อุตสาหกรรมบันเทิงถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แสง สี เสียง และประสบการณ์แบบ Immersive มากขึ้นเรื่อย ๆ “แสง” จึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบ แต่กลายเป็นหนึ่งในแกนกลางของงานโปรดักชันทั้งหมด และนั่นคือพื้นที่ที่อโรชา กำลังพาองค์กรเข้าไปยืนอย่างมั่นคง

ปัจจุบัน L&E Beyond โฟกัสในธุรกิจ Entertainment Lighting โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการสร้างแบรนด์แยกออกมาจากบริษัทแม่ L&E (Lighting & Equipment) ที่ทำธุรกิจด้านแสงสว่างมานานกว่า 32 ปี และเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดแสงสว่างของไทย
“ตอนแรก L&E Beyond เป็นแค่แผนกเล็ก ๆ เข้าไปเติมเต็มบางโปรเจกต์ คนไม่รู้เลยว่าเราทำด้าน Entertainment ด้วย แต่พอเราเห็นว่าตลาดนี้กำลังโต และยังไม่มีใครลงมือทำระบบนี้แบบจริงจัง เราเลยเริ่มสร้าง Branding ของ L&E Beyond ให้ชัดขึ้นเมื่อสองปีก่อน เพื่อทำให้ตลาดเห็นว่าเรามีศักยภาพจริง ๆ” อโรชาเล่า
แต่เบื้องหลังการตัดสินใจสร้างแบรนด์ ไม่ได้เกิดจากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากคือการอ่านโครงสร้างของอุตสาหกรรม อโรชามองว่า แม้บุคลากรไทยในสายโปรดักชันจะมีความสามารถสูงมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยยังขาด คือระบบอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ และถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานของคนไทย
“ก่อนหน้านี้ ถ้าจะทำงานจริงจัง ต้องนำเข้าทุกอย่างหมด ของยุโรปหรืออเมริกาคุณภาพสูงก็จริง แต่ราคาแพงมาก แถมฟังก์ชันบางอย่างเกินความจำเป็น ส่วนของจีนแม้จะถูกแต่พอพังก็ต้องเปลี่ยนใหม่ มันไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนสำหรับเรา
Pain Point นี้กลายเป็นรากฐานของ Vision และ Mission ของ L&E Beyond การเป็น “เพื่อนคู่คิด” ของคนในธุรกิจบันเทิง ทั้งในมิติของ Production และเทคโนโลยี พร้อมเป้าหมายระยะยาวคือการผลิตไฟสำหรับงาน Entertainment ในประเทศไทยให้ได้เอง ภายใต้มาตรฐานระดับสากล มีคุณภาพสูง มีฟังก์ชันที่ครบถ้วน เหมาะกับการทำงานจริงของทีมโปรดักชันไทย
ด้วยความตั้งใจนี้ โครงสร้างธุรกิจของ L&E Beyond จึงถูกวางขึ้นมาอย่างชัดเจน ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Product, Production, Rental และ Studio โดยทุกเสาหลักถูกคิดจากโจทย์เดียวกัน คือ บริษัทจะสามารถมีบทบาทได้มากกว่าแค่ซัพพลายเออร์ แต่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์งานบันเทิงของประเทศไทยได้อย่างไร

Product โคมไฟเพื่อวงการบันเทิงในประเทศไทย
ในวันที่ตลาดเต็มไปด้วยสินค้านำเข้าจากจีน ยุโรป และอเมริกา L&E Beyond กลับเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง ด้วยการพัฒนาศักยภาพการประกอบโคมไฟสำหรับงาน Entertainment ขึ้นในประเทศไทย อโรชามองว่านี่คือก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม เพราะไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา
“เรากล้าพูดว่าเราเป็นโรงงานแรกที่สามารถประกอบโคมไฟสำหรับงาน Entertainment ในประเทศไทยได้ และมี มอก. ถูกต้องตามกฎหมาย มีความปลอดภัย และมีฟังก์ชันที่ครบตั้งแต่งานเล็กไปจนถึงงานใหญ่”
ความสำคัญไม่ได้อยู่แค่ผลิตได้ แต่อยู่ที่เข้าใจการใช้งานจริง โคมไฟของ L&E Beyond ถูกออกแบบให้เหมาะกับทุกสเกลงาน ไม่ว่าจะเป็นงานวัด งานคอนเสิร์ตขนาดเล็ก งานถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ไปจนถึงคอนเสิร์ตระดับใหญ่ ขณะเดียวกันด้านราคา บริษัทเลือกยืนอยู่ตรงกลาง ไม่ได้ถูกที่สุด แต่ก็ไม่ได้แพงที่สุดเช่นเดียวกัน เน้นคุณภาพ ความทนทาน และความคุ้มค่าในระยะยาว พร้อมบริการรับประกันและ After-Sales Service เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานในสาย Production สำหรับอโรชา มองว่านี่คือก้าวแรกของการสร้างอุตสาหกรรม Entertainment Equipment ที่แข็งแรงจากภายในประเทศ

Production ลงมือทำในสนามจริง
การทำ Product อย่างเดียวไม่เพียงพอ ถ้าไม่รู้ว่าสามารถทำงานได้ดีแค่ไหนในโลกของความจริง L&E Beyond จึงทำ Production ขึ้นมาเพื่อเป็นการ Proof of Concept ว่าผลิตภัณฑ์ที่เราผลิต สามารถนำไปใช้ได้จริง
อโรชา เล่าว่างานแรกที่ได้เอาไฟของเราไปใช้จริง ๆ คือ The Voice All Stars ถัดมาคือ The Voice 2024และ The Voice Pride ซึ่งถือว่าเป็นความภูมิใจว่าเราสามารถผลิตตัวโคมไฟ Moving Light ได้ ไม่เพียงแค่นั้น L&E Beyond ยังได้เข้าไปทำงานให้กับ ซีรีส์ อย่า กลับ บ้าน ของ Netflix, อีเวนต์ KAWS: Holiday Bangkok ณ สนามหลวง รวมถึง Thailand Music Countdown โดยเป็นผู้ออกแบบเวที และเลือกใช้อุปกรณ์จาก L&E เองทั้งหมด ทั้งแสงและจอแสดงผล
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยยืนยันศักยภาพทางเทคนิคของบริษัท แต่ยังทำให้ทีมงานเข้าใจ Insight ของงาน และการถ่ายทำในระดับที่ลงลึก ที่สุดท้ายก็จะกลับมาเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงโจทย์มากยิ่งขึ้น
Rental การเป็นแรงสนับสนุนของผู้เล่นรายอื่น
“เราไม่แข่งขันกับทุกคนในตลาด แต่ L&E Beyond เลือกบทบาทใหม่ นั่นคือการเป็นตัวช่วย สำหรับบริษัทเช่าอุปกรณ์รายอื่นที่อยากรับงานสเกลใหญ่ แต่ไม่มีศักยภาพในการลงทุนซื้ออุปกรณ์ไว้สต็อกเอง” อโรชา กล่าว พร้อมอธิบายว่า โมเดลนี้ทำให้บริษัทเข้าไปอยู่ในงานหลากหลายประเภท ตั้งแต่คอนเสิร์ตในฮอลล์ งานทีวี งาน Outdoor ไปจนถึงงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม เช่น โขนพระราชทาน โดยเฉพาะในกลุ่ม Art & Culture อโรชามองเห็นอีกหนึ่ง Pain Point สำคัญ นั่นคือ ความสวยงามของงานวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า แต่ในบางครั้งยังขาดความร่วมสมัยในการนำเสนอ
Lighting จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำ Packaging ใหม่ให้กับงานศิลป์ดั้งเดิม ทำให้มีมิติ ล้ำสมัย และเข้าถึงผู้ชมรุ่นใหม่มากขึ้น โดยที่ยังคงเคารพในรากเหง้าของวัฒนธรรม ในส่วนของจอภาพ บริษัทเลือกโฟกัสไปที่ LED คุณภาพสูงสำหรับงานถ่ายทำระดับจริงจัง โดยเฉพาะงาน Virtual Production และงานโฆษณาที่ต้องการรายละเอียดสูงมาก

Studio X Beyond พื้นที่แห่งอนาคตของการถ่ายทำ
หนึ่งในหมากสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของ L&E Beyond คือการลงทุนใน Studio X Beyond สตูดิโอที่ถูกออกแบบมาสำหรับงานถ่ายทำยุคใหม่ โดยใช้จอ LED และระบบแสงขั้นสูง ที่นี่ถูกใช้ถ่ายทำโฆษณาและ Music Video จำนวนมาก รวมถึงฉากถ่ายรถและงานโปรดักชันที่ต้องการความสมจริงขั้นสูง
เมื่อมองเผิน ๆ ต้นทุนการถ่ายทำในสตูดิโออาจไม่ได้ถูกกว่าการออกไปถ่ายการถ่ายทำนอกสถานที่ แต่เมื่อคำนวณในมิติของเวลา และคุณภาพชีวิตของทีมงาน ผลลัพธ์กลับต่างกันอย่างชัดเจน
อโรชา เล่าถึงประสบการณ์ที่เคยร่วมงานกับคนต่างชาติ สิ่งที่สัมผัสได้คือเขาให้ค่ากับ “เวลา” และ “คน”มากกว่าคนไทย เรามี Creative ที่เก่งมากนะ แต่เวลามันน้อย ทุกอย่างต้องรีบไปหมด ซึ่งมันต่างจากต่างประเทศมาก ตัวอย่างที่อังกฤษ 7 โมงคือ 7 โมง ทุกอย่างมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า มีการทำ Risk Assessment ชัดเจนมากว่าอะไรเสี่ยง อะไรไม่ควรทำ ถ้าเรายังมองข้ามเรื่องนี้ งานที่ออกมามันก็จะถูกบังคับให้ลดคุณภาพลงโดยอัตโนมัติ”
ประสบการณ์ตรงจากการไปเรียนและทำงานต่างประเทศ ทำให้อโรชาเห็นชัดขึ้นว่า ปัญหาของคนไทยไม่ใช่เรื่องความสามารถแต่คือระบบแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้ศักยภาพถูกใช้เต็มที่ อโรชา เล่าว่า ช่วงที่ได้ไปเรียนที่อังกฤษ รู้สึกเลยว่าคิดไอเดียได้เยอะมาก แต่ปัญหาคือใช้อุปกรณ์ของเขาไม่เป็น มันทำให้ไอเดียที่คิดไว้ไปไม่สุด ทั้งที่ความคิดมันมีแล้ว บุคลากรไทยไม่ได้ด้อยกว่าใคร แต่เราขาดโอกาสในการใช้อุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกับเวทีโลกเท่านั้นเอง
นี่จึงกลายมาเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ L&E Beyond เลือกจะยกระดับระบบทั้งชุด ไม่ใช่แค่ขายอุปกรณ์ แต่ตั้งใจสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ ด้วยการทำ Workflow และเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพระดับเดียวกับต่างประเทศ

“เราตั้งใจว่า Workflow ของเรากับอุปกรณ์ทุกอย่าง ต้องเป็น Quality เดียวกับต่างประเทศ หมายความว่า ถ้าวันหนึ่งทีมจากต่างประเทศจะหิ้วกระเป๋ามาทำงานกับเรา เขาทำงานได้เลย หรือถ้าคนของเราจะบินไปทำงานต่างประเทศ ก็ไปแต่ตัวได้เลย เพราะมันเป็นภาษาเดียวกัน ทั้งระบบ ทั้งอุปกรณ์ และวิธีคิด มันช่วยลดอุปสรรคให้กับคนของเราเอง” อโรชา เสริม
แม้การยกระดับระบบแบบนี้จะต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่สำหรับอโรชา นี่ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรม ความท้าทายเรื่องเงินทุนมันสูงมาก แต่ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ วงการนี้ก็จะติดอยู่กับที่ ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต้องกล้าใช้เทคโนโลยีให้เป็น ไม่ว่าจะเป็น AI หรือระบบ Automation ต่าง ๆ เพื่อให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ดีขึ้น และคิดงานในเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่แค่รอให้ลูกค้ามาสั่ง แล้วค่อยทำตาม เพราะหน้าที่ของเรา คือการเป็นคนเปิดทาง ทำให้สนามมันพร้อม แล้วคนไทยที่เก่งอยู่แล้ว เขาจะวิ่งไปได้ไกลเอง
เบื้องหลังวิธีคิดนี้ คือความเชื่อว่า หากคนไทยสามารถพัฒนาของที่โปรดักชันไทยใช้จริงได้ และสามารถพูดได้เต็มปากว่า Made for Thai Production วันหนึ่งของสิ่งนั้นก็จะถูกยอมรับในเวทีระดับสากลเช่นกัน เพราะเมื่อมันแข็งแรงพอสำหรับไทย มันก็แข็งแรงพอสำหรับโลก
สำหรับเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า อโรชาไม่ได้ตอบออกมาในรูปของตัวเลขรายได้หรือจำนวนโปรเจกต์ หากแต่พูดถึง “บทบาท” ที่เธออยากให้ L&E Beyond ยืนอยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย
“เราอยากเป็นเหมือนคู่คิดของคนในธุรกิจบันเทิง ไม่ใช่แค่คนขายของ ไม่ใช่แค่คนให้เช่าอุปกรณ์ แต่เป็นคนที่เขามาคุยด้วยว่าถ้าอยากได้งานที่ต่าง อยากได้ความว้าว อยากได้พื้นที่หรือประสบการณ์แปลกใหม่ เขาจะนึกถึงเราเป็นที่แรก”

คำว่า “คู่คิด” สำหรับอโรชา ไม่ได้หมายถึงแค่การนั่งประชุมวางไอเดียด้วยกัน แต่คือการที่ L&E Beyond สามารถเชื่อม Creative กับ Hardware เข้าด้วยกันได้จริง ไม่ใช่เป็นคนละโลกเหมือนที่มักเกิดขึ้นในวงการ อโรชา เล่าว่า “หลายครั้ง Creative กับ Hardware มันแยกกัน คนหนึ่งคิดงานไปแล้ว อีกคนเพิ่งมาหาว่ามีอุปกรณ์อะไรใช้ได้บ้าง แต่ในสิ่งที่เราอยากทำ คือการเอามันมาอยู่ด้วยกันตั้งแต่ต้น ให้ไอเดียกับเทคโนโลยีมันออกแบบไปพร้อมกันได้ จะได้ไม่ต้องมาลดทอนความคิดทีหลัง”
“อนาคตของ L&E Beyond จึงไม่ใช่แค่ปลายทางของงานโปรดักชัน แต่คือ “ต้นน้ำ” ของการสร้างงาน เราอยากเป็นต้นน้ำให้กับงาน Entertainment มากขึ้น อยากให้คนที่อยากทำอะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต งานอาร์ต งานโชว์ หรืองานโฆษณา เขารู้สึกว่าเข้ามาหาเราที่เดียวแล้วจบ คิดงาน ทดลอง ทำจริงได้หมด อยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่คนมาทำงานแล้วสนุก ไม่ว่าจะเป็นทีมเราเองหรือคนจากข้างนอก เทคโนโลยีมันไม่ควรทำให้คนเหนื่อยมากขึ้น แต่ควรทำให้การทำงานมันง่ายขึ้น สนุกขึ้น และทำให้ทุกคนได้โฟกัสกับความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่”
ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงคำสอนที่อโรชายึดถือมาตลอด นั่นคือ “Create Your Own Path” คำนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่เขารับปริญญาที่ประเทศอังกฤษ วันนั้นมี Director คนหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกขึ้นมาพูดกับนักศึกษาที่จบการศึกษา และฝากประโยคนี้ไว้ว่า ให้พวกเขา “Create Your Own Path” หรือ “สร้างเส้นทางของตัวเอง” หลังจากนั้นคุณพ่อของเขาก็หยิบเอาคำนี้กลับมาบอกกับลูกอีกครั้ง พร้อมประโยคที่ชัดเจนและเรียบง่ายว่า “อย่าไปเดินตามใคร เราต้อง Create Your Own Path”
จากวันนั้นเป็นต้นมา มันกลายเป็นวิธีคิดที่ฝังอยู่ในทุกการตัดสินใจ รวมถึงการสร้าง L&E Beyond ขึ้นมาด้วย อโรชามองว่าแบรนด์ของตัวเองต้องมีความ Unique ต้องมีลายเซ็น และต้องมี Signature ที่ชัดเจน ไม่ใช่การเดินตามใคร แต่เป็นการสร้างทางของตัวเองขึ้นมา
ทุกครั้งที่ต้องเลือกทางเดิน อโรชา จะถามตัวเองเสมอว่า “ถ้าเราทำแบบนี้ เราจะกลายเป็นอะไร?” ถ้าสิ่งที่กำลังจะทำพาไปสู่การเป็นคู่แข่งกับใครบางคน เราต้องพิจารณาว่าเรามีความแข็งแรงพอหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการตลาดและความชัดของตัวตน แต่ถ้ามันเป็นทางที่ทำให้เราเป็นเพื่อนร่วมทางกับคนในอุตสาหกรรมได้มากกว่า บางครั้งทางนั้นก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะที่นี่ไม่ได้วัดกันด้วยการเอาชนะ แต่คือการเติบโตไปด้วยกัน
“การ Create Your Own Path ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะง่าย ตรงกันข้าม มันคือการยอมรับตั้งแต่ต้นว่า ระหว่างทางย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรค ความผิดพลาด และความไม่แน่นอน แต่เมื่อเลือกแล้ว ก็ต้องยอมรับและรับผิดชอบกับผลของมันให้ได้ อยากทำอะไรก็ทำได้ เลือกทางแล้วว่าจะกรุยทางแบบนี้ ก็ต้องเดินไปให้สุด ต่อให้ปลายทางอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ถ้าเราเป็นคนเลือกเส้นทางนั้นเอง เราก็ต้องมีความกล้าที่จะยอมรับทุกอย่างที่ตามมา”
และบางที นี่อาจเป็นคำอธิบายที่ชัดที่สุดว่า ทำไม L&E Beyond จึงไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์ด้าน Entertainment Lighting ธรรมดา แต่กำลังค่อย ๆ กลายเป็น “เส้นทางใหม่” ที่ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อว่า เส้นทางที่ดีที่สุด ไม่เคยมีใครทำไว้ให้ แต่มันต้องถูกสร้างขึ้นด้วยมือของเราเอง