“อัลกอริธึม” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ยอดวิวยิ่งสูงเท่าไหร่รายได้ยิ่งมากตามมาเท่านั้น แต่มันก็นำมาซึ่งปัญหาเช่นกัน เพราะอัลกอริทึมปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เมื่อไรที่อัลกอริธึมผันผวน ย่อมหมายถึงรายได้ที่ผันผวนตามไปด้วย ขณะเดียวกัน อัลกอริธึมเองก็ส่งผลให้เหล่าครีเอเตอร์เชื่อว่ามีความจำเป็นจะต้องผลิตคอนเทนต์ออกมาสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการมองเห็นที่ลดลง กลายเป็นหมาล่าเนื้อที่ไม่มีวันจบสิ้น
ไม่อย่างงั้นเราคงไม่เห็นดรามาของครีเอเตอร์ที่สร้างวีรกรรมกันไม่เว้นแต่ละวัน ทำทุกอย่างเพื่อปั่นยอดวิว ยอมทำแม้กระทั่งเสียตัวตน หรือรู้ว่าโดนทัวร์ลงก็ตาม
บนเวที iCreator Conference 2025 ชวน เอ๋-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือเป็นที่รู้จักในนามปากกาว่า “นิ้วกลม” มาเปลี่ยน Mindset ให้กับครีเอเตอร์ ลด ละ เลิก “การล่าตัวเลข” แล้วหันมาทำคอนเทนต์ที่สร้างความงอกงามให้กับจิตใจตัวเอง ถึงจะไม่ถึงล้านวิวก็มีความสุขได้
นิ้วกลม มาพร้อมกับเช็คลิสต์ให้ครีเอเตอร์สนทนากับตัวเอง
1. "อะไรที่อยากให้ทำคอนเทนต์"
เราอยากเป็นคนแบบไหน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีก่อนสร้างคอนเทนต์ เพราะนี่คือแรงปรารถนาภายในที่อยากจะ "ทำ" สิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมา ซึ่งเป็นจิตวิญญาณข้างในที่อยากจะนำเสนออะไรบางอย่างบนโลกใบนี้
2.”ความสุขของการทำคอนเทนต์คืออะไร”
ความสุขในการทำงานเกิดจากการที่เราได้จมดิ่งลงไปในงานที่ทำจนกระทั่ง "เวลามันหายไป" ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า "Flow" หรือความลื่นไหล เป็นความสุขขนาดที่ว่าไม่ได้เงินก็ยังอยากทำ แต่ความสุขนั้นก็ยังมีความถามซ่อนอยู่ว่า คอนเทนต์ที่ทำไปนั้นส่งผลให้เราเติบโตหรือไม่ เพราะการทำคอนเทนต์ที่ดีจะทำให้ "โลกข้างใน" ของตัวเองเติบโตไปด้วย หากเราเริ่มต้นจากความสุขและความสนุกนี้ การที่ได้รับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นโบนัส ซึ่งแนวคิดเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในวัยทำงาน เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตด้วยคุณค่า ความตั้งใจ และเป้าหมายที่แท้จริง
“ถามตัวเองต่อว่า ถ้าวันนี้เลิกทำเราเหลืออะไรในชีวิตอยู่บ้าง ผมมองว่ามันมีผลตอบแทนอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน สำหรับผม สิ่งที่สะสมได้จากคอนเทนต์คือ อริยทรัพย์ที่ไม่สามารถวัดด้วยตัวเลขยอดวิว หรือค่าสปอนเซอร์ได้ อริยทรัพย์เหล่านี้คือ การเติบโตจากภายในและสติปัญญา ในทุกเนื้อหาที่เราทำ เรากำลังเรียนรู้และพัฒนาสติปัญญาของตนเอง เช่น การทำรายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ก็ทำให้เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น หรือการทำรายการจิตวิทยาทำให้ต้องฝึกสติอยู่เสมอ นอกจากนี้ผมยังได้ความสัมพันธ์และมิตรภาพ เพราะการทำงานพาเราไปพบปะผู้คน ซึ่งบางคนได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิท ครูบาอาจารย์ หรือมนุษย์ที่ดีเข้ามาอยู่ในชีวิต และการสร้างคุณค่าทางสังคม คอนเทนต์หนึ่งๆ สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย อย่างในช่วงโควิดผมทำทำพอดแคสต์สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับชีวิตคนไร้บ้าน ซึ่งนำไปสู่การบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือคนไร้บ้านในขณะนั้น”
3.”รู้เท่าทันอัลกอรึธึม”
หันมาสร้างคอนเทนต์ที่ให้คุณค่าที่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย มากกว่าดันดรามากระตุ้นโดปามีนซึ่งไม่จีรัง หากเสพติดโดปามีนบ่อยๆ จะลดทอนคุณค่าตัวเอง
“เมื่อเริ่มทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ความสนุกจากการสร้างสรรค์อาจหายไปเมื่อเราเริ่มกังวลว่า "คนดูจะชอบไหม" หรือ "สปอนเซอร์จะซื้อไหม" การวัดคุณค่าของตนเองจากยอดวิว ยอด Follower ของแพลตฟอร์ม ผมว่ามันแห้งแล้งไปหน่อย เพราะมันทำให้เราละเลยคุณค่าที่แท้จริง แล้วยิ่งในยุคของสื่อใหม่ ครีเอเตอร์ต้องระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นทาสอัลกอรึธึม หรือแรงเรียกร้องของยอดเอนเกจเมนต์สร้างตัวตนใหม่ที่เราไม่ได้อยากเป็น ตัวอย่างเช่น การใช้ความรุนแรง หรือทำสิ่งที่เร้าใจมาก ๆ เพื่อเรียกยอดวิว ทั้งที่เราไม่ได้อยากเป็นคนแบบนั้น การทำเช่นนั้นไปเรื่อย ๆ อาจค่อย ๆ สร้างตัวตนใหม่จนเรากลายเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวในยุคสื่อสมัยใหม่”
4.”ไม่ต้องแมสแต่มี Tribe”
ในยามที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ เรียกร้องให้ครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์เพิ่ม หรือโพสต์คอนเทนต์บ่อยๆ เพื่อให้เกิดรายได้มากขึ้น แต่นิ้วกลมอยากให้มองอีกมุมว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่วัดที่ยอดวิวหรือตัวเลข แต่คือ คุณค่าที่เกิดขึ้นในใจเราและในโลกข้างนอก แทนที่จะพยายามรวบรวมผู้คนมาเป็น Follower ควรสร้างกลุ่มคนที่เผ่าเดียวกันเสมือนเพื่อนที่พร้อมจะสนทนาและเติบโตไปกับเรา
“การสร้างคอมมิวนิตี้มีคุณค่ากว่าเพิ่ม Follower ตามแนวคิดของ Kevin Kelly ผู้ร่วมก่อตั้ง Wired เสนอโมเดลที่เรียบง่ายว่า “1,000 True Fans” มีคนที่คิดเหมือนเรา Tribe เดียวกับเราแค่ 1,000 คนก็พอแล้ว เพราะคนกลุ่มนี้พร้อมที่จะสนทนาและเติบโตไปด้วยกัน และเป็นจำนวนที่มากพอให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโต”
อีกทางเลือกหนึ่งคือการกำหนดตัวเองด้วยคำถามว่า: "น้อยที่สุดที่ฉันจะใช้แล้วมีความสุข มันคือเท่าไหร่" เพราะการคุมเพดานรายจ่ายช่วยให้เราไม่ถูกบีบบังคับให้ต้องเร่งหารายได้ และทำให้มีอิสระในการปฏิเสธงานหรือเนื้อหาที่เราไม่เห็นด้วยหรือไม่เชื่อ เพราะรายได้ที่มากเกินไปอาจนำมาซึ่งการเข้าโรงพยาบาลหรือต้องปรึกษาจิตแพทย์ก็ได้
"คอนเทนต์มันเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้นครับ แต่ว่าตัวตนของเรามันเป็นเรื่องถาวร ดังนั้นอย่าทำคอนเทนต์เพื่อแลกรายได้เท่านั้น แต่ทำเพื่อหยิบเอาของขวัญที่มีในตัวส่งต่อให้ผู้อื่น และถ้าเรารักษาตัวตนและปรารถนาดีต่อโลก สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความไว้ใจ รายได้ และความภูมิใจในตัวเองตอบกลับมาในที่สุด"