อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องเร่งปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคากับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินเดีย และความจริงที่ว่าผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยยังต่ำกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามเกือบครึ่งหนึ่ง ส่งสัญญาณว่าการผลิตแบบเดิมที่เน้นปริมาณนั้นไม่สามารถสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้อีกต่อไป
งาน Thailand Rice Fest 2025 : Eat Local Food ซึ่งเปิด พร้อมกับงาน Thailand Coffee Fest ‘Year End’ ที่ผ่านมา จึงถือเป็นเวทีสำคัญในการประกาศจุดยืนครั้งใหม่ของข้าวไทย โดยมุ่งมั่นที่จะนำพาข้าวไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ที่เน้น คุณภาพ ความเฉพาะทาง และความยั่งยืน โดยมีภารกิจหลัก 4 ประการ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจข้าวใหม่ ได้แก่ การสร้าง โภชนะปัญญา ให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจในการบริโภคข้าวไทยที่ดีต่อสุขภาพ การสนับสนุนการใช้ วัตถุดิบที่ยั่งยืน ในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการรับมือกับปัจจัยที่เราควบคุมได้ เช่น เรื่องของ เมล็ดพันธุ์ กระบวนการผลิต การให้ความรู้กับเกษตรกรในเรื่องของการจัดหาตลาด เป็นต้น การสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับวัตถุดิบท้องถิ่น โดยเฉพาะข้าวไทยที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และสุดท้ายคือการยกระดับอาหารไทยสู่ Food Global Vision

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้ถึงปัญหาหลักของข้าวไทยที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการบริหารจัดการความหลากหลายของสายพันธุ์ที่มีอยู่มหาศาลกว่า 5,000 สายพันธุ์ และแนวคิด New Rice Economy ที่จะทำให้ไทยหลุดจากกรอบการแข่งขันแบบเดิมที่เน้นแต่ปริมาณ
“เรื่องเริ่มจากสถานการณ์ข้าวในปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูง ประเทศไทยไม่ใช่ผู้เล่นที่ผลิตข้าวได้รายเดียว แต่มีผู้เล่นอื่นอีกหลายประเทศ และสามารถผลิตข้าวได้มากกว่าเรา เช่น อินเดียที่ถือเป็นอันดับหนึ่งในการผลิตข้าว ปีที่ผ่านมาอินเดียมีสต็อกข้าวออกมากว่า 20 ล้านตัน สร้างความกดดันในด้านราคาแก่ผู้เล่นรายอื่น อีกทั้งผลผลิตต่อไร่สำหรับข้าวในบ้านเราต่ำกว่าเกณฑ์การผลิตของเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ข้าวขาวไทยผลิตได้ 600-700 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่เวียดนามผลิตได้ 1,200-1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตต่อไร่น้อยกว่าเวียดนามเกือบครึ่งแต่ต้นทุนไม่ต่างกันมาก ไทยจึงถูกกดดันทั้งจากต้นทุนที่สูงแต่ผลผลิตต่อไร่ต่ำ รวมถึงจำนวนสต็อกข้าวของอินเดียที่ไหลทะลักออกมา ทำให้เราต้องเร่งปรับตัว”
นอกจากนี้ ศุภจี ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าความหลากหลายของพันธุ์ข้าวไทยซึ่งมีมากกว่า 5,000 สายพันธุ์จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อน New Rice Economy ตอบโจทย์ความหลากหลายในตลาดโลก ผลิตข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาดโลก มากกว่าที่เราต้องการจะปลูก คือ ไม่เน้นปริมาณ เน้นคุณภาพ เน้นความเฉพาะทางของข้าว และให้ความสนใจกับสายพันธุ์เมล็ดพันธุ์เพื่อให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและมีมูลค่าสูงขึ้น
“เดิมทีที่เราเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ เราสามารถคุมตลาดได้ว่าจะให้ผู้บริโภคทานข้าวแบบที่เราปลูก แต่ตอนนี้ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น บางคนชอบข้าวนุ่ม บางคนชอบข้าวใหม่ บางคนชอบทานข้าวเฉพาะทาง ซึ่งอันที่จริงประเทศไทยมีความหลากหลายด้านสายพันธุ์ข้าวค่อนข้างมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ แต่เพราะที่ผ่านมาเราผลิตแต่สายพันธุ์เดิมคือข้าวที่มีความแข็งหน่อย ทำให้เราตอบโจทย์ความหลากหลายของตลาดไม่ได้ เมื่อความต้องการของตลาดเปลี่ยน เรื่องของการแข่งขันที่ดุดัน รวมถึงสภาพอากาศที่เราควบคุมไม่ค่อยได้ ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนในเรื่องของการผลิตข้าวให้ตรงตามความต้องการมากกว่าปลูกข้าวที่เราต้องการจริงปลูก เราควรผลิตข้าวที่ตรงกับความต้องการของตลาดโลกมากขึ้น จึงเป็นที่มาของ New Rice Economy”

แนวคิด New Rice Economy จึงเกิดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางการผลิตจากการเน้น "Volume" สู่การเน้น "Value" โดยเฉพาะการตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางและเทรนด์สุขภาพโลก พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลกที่รุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน
หัวใจสำคัญของการสร้างมูลค่าให้อุตสาหกรรมข้าวไทยคือแนวคิด "ข้าวประณีต" ซึ่งนพ ธรรมวานิช ผู้ร่วมก่อตั้ง ศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัยข้าว ของประเทศไทย (Rice Hub) ศูนย์รวมข้อมูลรสชาติ คุณลักษณะ และสายพันธุ์ข้าวไทย เน้นย้ำถึงกระบวนการค้นพบว่าข้าวไทยมี Flavor Profile ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถยกระดับให้เป็น High Value Product ได้ โดยมองข้าวเหมือนสินค้าเกษตรคุณภาพสูงอย่างกาแฟ
"คำว่าข้าวประณีตเกิดจากการที่เราไปเจอเกษตรกรหลากหลายกลุ่ม แล้วค้นพบว่าข้าวมีความหลากหลายกว่าที่เราคุ้นเคยกันมาก เรามองข้าวเหมือนกับ สินค้าเกษตรคุณภาพสูงอื่น ๆ เช่น กาแฟ Rice Hub เริ่มชิมข้าวไปเป็น 100 สายพันธุ์ จาก 100 กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ เราสามารถสรุปได้ว่าข้าวไทยมีความ Unique จึงทำเป็น Flavor Profile ออกมา"
นพชี้ว่า การทำ "ข้าวประณีต" เป็นการสร้าง Value เชิง Marketing ซึ่งจะเป็น "ครั้งแรกของโลก" ที่จะมาพูดเรื่อง Flavor ของข้าวในลักษณะนี้ และเป็นการ ยกระดับข้าวไทย ให้มีมูลค่าสูงกว่าข้าวทั่วไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ข้าวยังมีเรื่องของ สายพันธุ์ที่โดดเด่น ด้วย เช่น ข้าวพญาลืมแกง, ข้าวลืมผัว, ข้าวใต้อย่างข้าวหอมหัวบอ หรือ ข้าวไร่ดอกข่า ซึ่งแต่ละตัวมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน ความแตกต่างนี่แหละที่จะสร้างมูลค่าให้ข้าวไทย ข้าวเหล่านี้เทียบเท่ากับกาแฟพิเศษ Specialty Coffee เลย เราจึงสรุปกันว่าเราอยากเรียกข้าวกลุ่มนี้ว่า ข้าวประณีต เพราะมันสะท้อนถึงทั้งความประณีตในสายพันธุ์ ในพื้นดิน ในเกษตรกร ในกระบวนการต่าง ๆ แล้วก็ในรสชาติ เราอยากใช้ภาษาไทยเหมือนคำว่า วากิว ที่สื่อถึงเนื้อญี่ปุ่น”
ตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา เช่น ข้าวเหนียวหอมคนึงนิตย์ ที่เคยขายได้ในราคาสูงถึง 250 บาทต่อกิโลกรัม และถูกผู้บริโภคจองหมดอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าตลาดพรีเมียมของข้าวไทยมีอยู่จริง อีกตัวอย่างคือ ข้าวหอมราชินี ที่ร้านอาหารระดับสูงนำไปหุงด้วยวิธีการพิเศษและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย Story นี่เป็นสิ่งที่เน้นย้ำถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวไทยภายใต้แนวคิด "ข้าวประณีต" ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาขายได้เอง โดยไม่ถูกกดดันจากราคาตลาดทั่วไป

อัฐพล ไชยอนันต์ นายกสมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย (TDeD) ผู้พัฒนาระบบฐานข้อมูลชาวนาไทยและข้าวไทย โดยมุ่งรวบรวมข้อมูลสายพันธุ์ ข้อมูลรสชาติ คุณลักษณะ และภูมิปัญญาการปลูกของชาวนาในทุกภูมิภาคของประเทศ ภายใต้แนวคิด “ข้าวประณีต” และเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ (New Rice Economy) เสริมว่าการยกระดับมูลค่า "ข้าวประณีต" ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องพึ่งพาการกระจายความรู้และข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำ Data Visualization มาใช้เพื่อช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อย
“ความตั้งใจของเราคือ ในเมื่อมีองค์ความรู้ดี ๆ หรือข้อมูลดี ๆ เราจะต้องทำให้เกิดการกระจายให้มากที่สุด เมื่อมีการแชร์ไปกลับ การเติบโตของมูลค่าและคุณค่าของข้าวประณีตทั้งหลายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงเป็นเรื่องสำคัญซึ่งทุกวันนี้มันเข้าถึงง่ายผมเชื่อว่าการมีข้อมูลที่ดี การหาตลาดให้กับชาวบ้าน เกษตรกรรายย่อยพวกนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญคือถ้าเราสามารถพัฒนาการทำ traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยมี QR Code ที่ยิงกลับมาแล้วรู้ว่าปลูกที่ไหน วันไหน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่ปลูก วันที่ปลูก ได้อย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือเหมือนกับการตรวจสอบไวน์คุณภาพสูง”
ด้านวิทยากร มณีเนตรอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์กรมการค้าภายใน กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการแปลงแนวคิดสู่การปฏิบัติในเชิง การตลาดและการสื่อสาร โดยการจัดทำ Database และแบ่งกลุ่มเกษตรกรอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันทางกรมมี Database ของกลุ่มวิสาหกิจอยู่รวมประมาณ 700-800 กลุ่ม แต่ดึงขึ้นมาประมาณ 200 กลุ่มตัวอย่าง
"หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์คือทำสิ่งเหล่านี้ให้ออกมาเป็นในเชิงการตลาด แล้วก็การสื่อสารไปสู่กลุ่มเป้าหมาย โดยกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการใน 2 ส่วนหลัก คือ กลุ่มพร้อม หรือ Tier 1 เน้นการ Business Matching ทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้เครือข่ายสำนักงานในต่างประเทศ 58 แห่งทั่วโลก และกลุ่มขาดเครื่องมือ Tier 2 จะเข้าไป เติมเต็มเครื่องมือ ที่ขาด เช่น เครื่องสีขนาดเล็ก เครื่องแพ็กสูญญากาศ หรือช่วยทำ Packaging/Story เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน”
ตัวอย่างเช่น ในงาน Thailand Rice Fest ที่เพิ่งจบไปมีการจัดกิจกรรม Business Matching และ Pairing เช่น การจับคู่ข้าวสกลนครกับเนื้อพลยางคำ เพื่อสร้างจุดขายให้กับจังหวัดเมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงมีนิทรรศการที่เน้นความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เรื่องข้าวที่ดัชนีน้ำตาลต่ำ (ก 43) และการนำ ฟางข้าว มาแปรรูปเป็น Packaging หรือกระดาษ เพื่อลดปัญหา PM 2.5 และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะสร้างความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยอ้างอิงจากตัวอย่างเกษตรกร 22 รายที่ได้รับรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิในงานนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการพัฒนาคุณภาพ
"มองไปในทิศทางที่ชาวนาก็จะ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ราคาดีขึ้นอยู่แล้ว เพราะเราสามารถคุมต้นทุนได้ และเราทำให้ มูลค่าต่อไร่มากขึ้น"
การส่งเสริมแนวคิด ข้าวประณีต และการเปลี่ยนผ่านสู่ New Rice Economy จึงเป็นการประกาศศักดาครั้งใหม่ของข้าวไทยในเวทีโลก โดยกลไกทั้งหมดนี้จะสามารถสร้างทางรอดที่ยั่งยืนผ่านการสร้างมูลค่าเฉพาะทาง Specialty ให้เหนือกว่าการแข่งขันด้านราคา Commodity ทำให้ชาวนาไทยมีรายได้ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง และสามารถ "ขายข้าวในราคาที่อยากขาย" ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
