Q Project Thailand เป็นโครงการเพื่อการพัฒนากาแฟพิเศษไทย โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) และสถาบันคุณภาพกาแฟ (Coffee Quality Institute: CQI) เพื่อมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษของไทยและมีภารกิจหลักในการฝึกอบรมเกษตรกรและผู้แปรรูปกาแฟด้วยเทคนิคกระบวนการหลังเก็บเกี่ยวที่ทันสมัย เพื่อผลิตกาแฟพิเศษที่มีคุณภาพและมูลค่าสูง และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาดในประเทศ ต่างประเทศ
นับตั้งแต่ปี 2566 Q Project Thailand เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของเกษตรกรกว่า 84 คน
ล่าสุด Q Project Thailand มีการจับมือกับ CLEO เปิดตัว Specialty Coffee “When You Need A Friend.”
ดร.แอน-รัชดา เจียสกุล หัวหอกใหญ่ผู้ก่อตั้ง Q Project Thailand อธิบายว่า ที่ผ่านมา Q Project Thailand เข้าไปช่วยเกษตรกรพัฒนาการปลูกกาแฟพิเศษมาตลอด ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการพัฒนากาแฟในรูปแบบ Immersion หรือถุงชง
“ตลาด Specialty Coffee ดริปแบบซองตอนนี้การแข่งขันรุนแรงมาก ทีมงานจึงมองหาทางเลือกใหม่เป็นกาแฟ Immersion เพราะชงง่าย ในท้องตลาดยังมีน้อย เราใช้บรรจุภัณฑ์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทำให้สามารถรักษารสชาติและกลิ่นได้นานถึง 2 ปี
เรามักรู้จัก Specialty Coffee กันในหมู่คอกาแฟ เราเลยอยากให้คนที่ชอบกินกาแฟคนอื่นๆ ได้มีกาแฟสเปเชียลตี้จากเกษตรกรไทยกินง่ายๆ กันได้ที่บ้าน” Q Project Thailand มองกลุ่ม Pink Economy กลุ่มผู้หญิงที่ชอบกินกาแฟแต่อาจจะยังไม่คุ้นกับรสชาติของกาแฟสเปเชียลตี้ และเมื่อดร.แอนได้เจอกับ พี่เอ๋-สุพิชา สอนดำริห์ พี่เอ๋แห่ง CLEO Thailand บรรณาธิการนิตยสารผู้หญิงที่อยู่ในใจผู้หญิงไทยมายาวนาน งานคอลแลบจึงเกิดขึ้นมา”

เอ๋ สุพิชา สอนดำริห์ เจ้าของ CLEO เสริมว่า CLEO Specialty Coffee เป็นการเชื่อมโยงกันของกาแฟไทยสเปเชียลตี้สุดคุณภาพ กับ ความเป็นเพื่อนสุดยิ้มเข้าด้วยกัน
“หนึ่งความหมายของกาแฟก็คือ ความรื่นรมย์ เรามักอยากชงกาแฟให้ตัวเองกินตั้งแต่เช้า พอตื่นขึ้นมาเราจะรู้สึกว่าต้องมีแก้วกาแฟอยู่ข้างๆ กาแฟเลยเหมือนเพื่อนของเรา ที่ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ขอมีแก้วกาแฟข้างตัวเองไว้ก่อน พอเรารื่นรมย์ชีวิตจะไม่มีทางตึงเกินไป เพื่อนที่อยู่กับเราตอนครึ้มๆ เหม่อๆ นี่ล่ะคือใช่ กับ CLEO Specialty Coffee เรามั่นใจที่สุดว่าคนดื่มจะต้องรู้สึก อินเลิฟ ตื่น จอย และอ่อนโยน กาแฟทั้ง 4 รสเลยอยู่ในแพ็คตาวาวกับรอยยิ้มในถุง 4 สีน่ารักๆ” สุพิชาเล่าถึงคอนเซ็ปต์ของ CLEO Specialty Coffee กว่าจะมาเป็น When You Need A Friend.

CLEO Specialty Coffee กาแฟไทยสุดยิ้มในถุงชานี้มีการคัดเลือกจากเกษตรกร 4 คน จาก 4 ชุมชน ใน 4 จังหวัดทางภาคเหนือมาผลิตกาแฟที่แตกต่างกัน 4 รูปแบบ ได้แก่ Joy, Gentle, In Love และ Awake ซึ่งสร้างมิติที่ลึกซึ้งกว่าการบอกเพียงรสชาติทั่วไป
1. We Make You Feel JOY by เคน อัษฎาวุธ ยาแปงกู่ ไร่กาแฟครอบครัวปลูกและผลิตกาแฟอาราบิกามานานกว่า 5 ปี โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง 4 ครอบครัวที่รวมพลังกันพัฒนากระบวนการแปรรูป เพื่อยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของสายพันธุ์กาแฟท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น โดยกาแฟจากปางขอน เชียงรายจะมี Taste Note & Flavor จาก สตรอว์เบอร์รี่ สับปะรด รัม บลูเบอร์รี่ ไวน์ มะม่วง ช็อคโกแลต และลาเวนเดอร์
2. We Make You Feel GENTLE by มานพ เพียรชอบไพร ไร่หอมเหาะ ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถือเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกกาแฟอาราบิกาที่ดีที่สุดของจังหวัด กาแฟหอมเหาะมีจุดเริ่มต้นจากศูนย์พัฒนาเผ่าชาวเขา ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการพัฒนาไทย-เยอรมัน แหล่งปลูกกาแฟแห่งนี้มีส่วนสำคัญในการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและผืนป่า อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจของชุมชนชาวเขาอีกด้วย โดยกาแฟจากแม่ฮ่องสอนจะมี Taste Note & Flavor จาก ฝรั่งสีชมพู แอปเปิ้ลแดง สมุนไพร ไวน์ เลมอน ถั่ว ชาดำ
3. We Make You Feel LOVE by วิชซ์ จันทร์ประเสริฐ กาแฟรักษ์ป่าอมก๋อย (Save Omkoi Forest & Traditional Coffee: SOFT) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเอียงใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกล การปลูกกาแฟในพื้นที่นี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและผืนป่า โดยวัตถุประสงค์หลักของ SOFT คือการปลูกกาแฟเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์ป่าตันน้ำกาแฟจากที่นี่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในด้านความหวานและรสชาติที่ยาวนานติดปลายลิ้น โดยกาแฟจากอมก๋อยจะมี Taste Note & Flavor จาก ดอกไม้สีขาว เลมอน ช็อคโกแลต ฝรั่ง ผลไม้ ฮาเซลนัท น้ำผึ้ง เมลอน
4. We Make You Feel AWAKE by ธนกฤต รุ่งโภคินันท์ กาแฟน่าน (Nan Cot) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของจังหวัดน่าน เป็นแหล่งปลูกกาแฟทั้งพันธุ์อาราบิกาและโรบัสตา โดยมีศักยภาพทั้งด้านการเพาะปลูกและการแปรรูป ทั้งกาแฟเชิงพาณิชย์และกาแฟพิเศษ ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจกาแฟกว่า 30 ปี ฟาร์มแห่งนี้มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพกาแฟท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานสากล โดยกาแฟจากน่านจะมี Taste Note & Flavor สตรอว์เบอร์รี่ มะม่วง ฝรั่ง น้ำผึ้ง ชามะนาว นัตตี้

“กาแฟที่เราทำถ้ากินเสร็จแล้วดื่มน้ำตาม จะได้ความหวานเจี๊ยบในปากเรา ความหวานในปากโดยธรรมชาติคือตัววัดว่านี่คือความสเปเชียลตี้ Taste และ Flavor เป็นอีกสิ่งที่ถ้ากาแฟไหนมีรสและกลิ่นเหมือนกับพืชอะไรที่ชัด นั่นก็คือความเป็นกาแฟสเปเชียลตี้เช่นเดียวกัน “อย่างกาแฟปางขอนของพี่เคนที่เชียงราย มีความเป็นสับปะรด ลาเวนเดอร์ สตรอว์เบอร์รี่ ก็คือมีทั้งรสและความหอมชัดจริงๆ ที่ทุกคนที่สัมผัสจะรับรู้เหมือนกันได้ทั้งโลกเราไม่ ได้ตั้งใจเข้าไปพัฒนาเกษตรกรเพื่อให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นอย่างเดียว แต่เราตั้งใจเข้าไปพัฒนาเรื่องของคุณภาพ แล้วก็อยากให้เกษตรกรไทยทำสินค้าออกมาดีแล้วภูมิใจ แล้วได้ที่ 1 โลก เราเชื่อว่าของที่ขึ้นมาจากผืนแผ่นดินไทยเนี่ย ยังไงมันสามารถอร่อยที่สุดในโลกได้” ดร.รัชดา กล่าวทิ้งท้าย