ประเทศไทยมีข้าวท้องถิ่นมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ บางสายพันธุ์มีเกษตรกรพื้นเมืองช่วยกันอนุรักษ์ไว้ยาวนานกว่า 200 ปี
แต่ปัจจุบันพันธุ์ข้าวไทยจำนวนมากเริ่มสูญหายไปจากประเทศ เหตุผลส่วนใหญ่มาจากสภาพอากาศ การปลูกข้าวแต่ละชนิดที่ยากและแตกต่างกันไป รวมไปถึงปัญหาใหญ่อย่างการไม่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากท้องตลาด
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ตัวแทนชาวเกษตกรพื้นเมืองต้องการนำข้าวที่มีอยู่อย่าง “ข้าวบือซอมี” และ “ข้าวไร่ดอกข่า” มาพลิกฟื้นให้คนได้มารู้จักมากขึ้นผ่านงาน Thailand Rice Fest 2025 ในบูธ เซ็นทรัล ทำ
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาข้าวไทยเอาไว้ว่า “New Rice Economy จะเป็นโมเดลของแรกของโลก ที่มีการนำเสนอเรื่องของรสชาติข้าวในรูปแบบที่มีข้อมูลชัดเจน เปรียบเสมือนการพูดถึงไวน์หรือกาแฟที่มีที่มาและคุณลักษณะเฉพาะตัว การยกระดับนี้จะช่วยให้ข้าวไทยกลับมาเป็นผู้นำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ดีขึ้นได้ในที่สุด”
ในส่วนของภาคเอกชน ที่ผ่านมาเซ็นทรัล ทำก็มีการช่วยซื้อข้าวจากเกษตรกรพื้นเมืองไปวางจำหน่ายในกลุ่มธุรกิจของตนเอง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจข้าวในประเทศและเพิ่มการเข้าถึงข้าวคุณภาพสูงของไทยแก่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ข้าวไร่ดอกข่า ที่ได้ยกระดับขึ้นขายในร้านอาหารพรีเมียมอย่าง Spaghetti Factory และจำหน่ายผ่านร้าน Good Goods ทำให้มูลค่าในตลาดข้าวเติบโตขึ้นเป็นการสร้างแบรนด์และเรื่องราวให้กับผลิตภัณฑ์ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นถึงที่มาและความสำคัญของข้าวแต่ละชนิด

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดต้องการนำข้าว 2 ชนิดนี้มาเป็นที่รู้จัก
แนวคิดการพัฒนาข้าวกล้องดอยพื้นเมืองเริ่มต้นจากการที่มีผู้ได้ลองชิมและพบว่ามีรสชาติอร่อยชาวเกษตรกรพื้นเมืองจึงเกิดแนวคิดในการนำออกมาจำหน่ายเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในเมือง นำมาสู่การทำตลาดข้าวเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าสูงเนื่องจากวิธีการปลูก “บือซอมี” และ “ไร่ดอกข่า” ข้าวสายพันธุ์เด่นเพื่อสุขภาพ
ข้าวบือซอมี เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ถูกเรียกตามชื่อแรกมาแต่โบราณว่า "ข้าวไก่ป่า" โดย "บือ" แปลว่า ข้าว มีลักษณะเม็ดสั้นคล้ายข้าวญี่ปุ่น ถูกจัดเป็นข้าวสุขภาพเนื่องจากมีคุณประโยชน์และมีไฟเบอร์สูงกว่าข้าวหอมมะลิ โดยปัจจุบันมีจำนวน 26 ครัวเรือนที่ยังคงปลูกและเก็บรักษาสายพันธุ์เหล่านี้ไว้เพื่อไม่ให้สูญหาย
ข้าวไร่ดอกข่าเกิดจากผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตากแดดต้องการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวท้องถิ่นของจังหวัดจึงเริ่มรวมกลุ่มวิสาหกิจขึ้นภายใต้การใช้โรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ข้าวไร่ดอกข่ามีลักษณะเม็ดเรียวยาว สีน้ำตาลแดงอมม่วง กลิ่นหอมคล้ายใบเตย มีคุณค่าทางโภชนาการอาหารโอเมก้า สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินบีสูงกว่าข้าวหอมมะลิ
ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกร่วมวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่า ตำบลตากแดด 22 คนอีกทั้งข้าวไร่ดอกข่ายังได้จดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประจำจังหวัดพังงา

โอกาสจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น
ต้องย้อนกลับไปว่าคนไทยเมื่อก่อนมีชุดความคิดเกี่ยวกับการรับประทานข้าวขาวมากกว่า เนื่องด้วยว่าข้าวที่ขัดสีน้อยนั้นมักจะถูกเรียกว่า “ข้าวแดง” แม้มีสารอาหารมากแต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ทาน เพราะคิดว่าข้าวแดงเป็นข้าวราคาถูกมีไว้ให้นักโทษ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านผู้บริโภคหันมารักสุขภาพ ทำให้เทรนด์รักสุขภาพมาแรง เกิดความเข้าใจว่าข้าวที่ขัดสีน้อยมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
ปัจจุบันข้าวที่ขัดสีน้อยอย่างข้าวประเภทข้าวกล้องจึงยอดนิยมขึ้นมา เป็นโอกาสข้าวบือซอมีและข้าวไร่ดอกข่าสามารถเข้ามาอยู่ในเทรนด์และเป็นที่รู้จัก
อุปสรรคที่ทำให้ผลผลิตของข้าวที่ได้ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม การผลิตข้าวอนุรักษ์เหล่านี้กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากต้นทุนการผลิตสูง ภัยธรรมชาติและต่อสู้กับกระบวนการผลิตที่ยากลำบากอุปสรรคสำคัญของข้าวบือซอมีคือสภาพอากาศที่ฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากซึ่งส่งผลให้ผลผลิตเสียหายและลดน้อยลง โดยปกติผลผลิตต่อปีของแต่ละครอบครัวที่ปลูก 4 สายพันธุ์ จะได้ข้าวรวม 40 กระสอบ (กระสอบละ 100 กิโลกรัม) แต่ผลผลิตที่ได้กลับน้อยลงตามปริมาณฝนที่ตกหนักจากอุปสรรคที่เกิดขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวสูงขึ้นตามไปด้วย ราคาข้าวอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อขีด หรือกิโลกรัมละ 179 บาท
ข้าวไร่ดอกข่าที่ประสบปัญหาในเรื่องของระยะเวลาการปลูกที่ยาวนาน เริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในเดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวข้าวได้เดือนธันวาคม ส่งผลให้หนึ่งปีเก็บได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ด้วยกระบวนการปลูกแบบนั่งไร่ของเกษตรกรพังงาดั้งเดิมที่ต้องหยอดเมล็ดพันธุ์ลงทีละหลุมทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจมากกว่า ผลผลิตต่อไร่โดยประมาณ 350 กิโลกรัม ปริมาณผลผลิตจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในตลาด

ต่อยอดโอกาสสู่กลยุทธ์การปลูกเพื่อ "รักษาคุณภาพ" และเพิ่มมูลค่า
ความพิเศษของข้าวทั้ง 2 ชนิดคือกระบวนการปลูกที่เน้นการ อนุรักษ์สายพันธุ์อย่างเคร่งครัด เกษตรกรปลูกในพื้นที่ปิด เพื่อป้องกันการข้ามสายพันธุ์และการกลายพันธุ์ ข้าวบือซอมีใช้วิธีปลูกแบบขั้นบันไดที่มีพื้นที่จำกัด ในขณะที่ข้าวไร่ดอกข่าใช้วิธีการปลูกแบบนั่งไร่ เป็นวิธีปลูกแบบดั้งเดิมในพื้นที่ภูเขาไร่ที่ไม่ต้องใช้น้ำขังการปลูกเพื่ออนุรักษ์ทำให้ต้องปลูกในปริมาณที่มากพอเพื่อเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ และการแบ่งตามความต้องการของลูกค้าที่ต้องการจริง ๆ ทำให้ข้าวมีมูลค่าสูง
เห็นได้ชัดว่าข้าว 2 ชนิดนี้ รวมถึงข้าวไทยสายพันธุ์อื่น ๆ เริ่มไม่เป็นที่รู้จักและเริ่มหายไปจากการรับรู้ของคนไทยซึ่งภาครัฐรวมถึงภาคเอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการสร้างโอกาสการเติบโตของข้าวไทยเพื่อยกระดับข้าวไทยให้กลับมาเป็นผู้นำทางตลาดและเพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ได้มากที่สุด
ข้าวท้องถิ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่บทบาทของอาหาร แต่ถูกยกระดับด้วยเรื่องราว อัตลักษณ์ และคุณค่าเฉพาะถิ่น การรับรู้ของผู้บริโภคจึงค่อยๆ เปลี่ยนไปจาก “ข้าวทางเลือก” สู่ “ข้าวที่มีตัวตน” การผลักดันให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ได้เกิดจากการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสื่อสารและการเชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ข้าว และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ข้าวไทยจากท้องถิ่น สู่ตลาดคนเมืองที่มองเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง
