กระแสความตื่นตัวของโลกยุคใหม่ที่มุ่งหน้าสู่เทรนด์ "Future Food" และ "Plant-Based Protein" ทำให้นักโภชนาการทั่วโลกต่างแสวงหาวัตถุดิบใหม่ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ความยั่งยืนทั้งในด้านสุขภาพและเป็นมิตรกับโลก หนึ่งในวัตถุดิบที่ ทั่วโลกกำลังจับตามอง คือพืชน้ำเม็ดจิ๋วที่คนไทยคุ้นเคยกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายอย่าง "ผำ" หรือ Wolffia
หากย้อนกลับไปในอดีต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน "ผำ" คือวัตถุดิบสามัญประจำครัวเรือน เป็นโปรตีนราคาประหยัดที่หาได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป "ผำ" กำลังเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียงความทรงจำในตำราอาหารพื้นบ้าน เพราะคนมีโปรตีนให้เลือกทานมากขึ้น
อีกทั้งยังมี Insight ที่น่าตกใจซึ่งทำให้ “ผำ” เริ่มหายไปจากตลาดสด และหายไปจากโต๊ะอาหารของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เพราะรสชาติที่เปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะ "วิกฤตความเชื่อมั่น" เนื่องจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เคยใสสะอาดในอดีต ปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยปัญหามลพิษ การปนเปื้อนของสารเคมีและสิ่งสกปรก ทำให้ “ผำ” ที่เคยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าน่ากิน ผู้บริโภคเกิดความระแวงในเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย ส่งผลให้ Demand หดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง “ผำ” เริ่มหายไปจากตลาด และกำลังจะถูกลืมเลือนไปในที่สุด

บริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม (Advanced GreenFarm) ผู้บุกเบิกวงการ FoodTech ไทย จึงเดินหน้าปั้น "ผำ" พืชจิ๋วพื้นบ้านไทยให้กลายเป็น Global Superfood ตัวใหม่ ผ่านแบรนด์ "flo Wolffia" ชูนวัตกรรม Deep Tech ยกระดับมาตรฐานการผลิตเทียบชั้นสากล พร้อมส่งสินค้านวัตกรรมเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ มุ่งเป้าผลักดันเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
โดยใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาเทคนิคในการเพาะเลี้ยง “ผำ” คุณภาพสูง ด้วยความตั้งใจที่ไม่ใช่เพียงต้องการเลี้ยง “ผำ” ให้มีคุณภาพดีที่สุด แต่ยังต้องการเพาะเลี้ยง “ผำ” ให้ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อโลกอีกด้วย “คงเป็นเรื่องที่ น่าเสียดายหากของดีของไทยต้องถูกลืมเลือนในฐานะผักพื้นบ้าน แต่กลับไปโด่งดังเปรี้ยงปร้างและวนกลับมาขายคนไทยใหม่ในฐานะ Superfood ราคาแพงจากต่างประเทศ" คุณปนัสยา อยู่นุช Business Development Director ของ Flo เล่าถึงแรงบันดาลใจในการดึงพืชน้ำพื้นบ้าน “ผำ” จากบึงมาเข้าสู่กระบวนการเพาะเลี้ยงที่ได้มาตรฐานและยกระดับสู่แบรนด์ Superfood ที่โลกกำลังจับตา

ปนัสยา เสริมว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดจากงานวิจัยเชิงลึกของนักวิทยาศาสตร์ไทยที่ค้นพบว่า "ผำ" เป็นพืชตระกูลแหนที่เล็กที่สุดในโลก แต่กลับมีคุณค่าทางโภชนาการมหาศาล จนได้รับการติดต่อจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกให้เร่งพัฒนาวิจัย บริษัทจึงเข้าร่วมโครงการ Space F โครงการบ่มเพาะ Startup ด้าน FoodTech ชั้นนำ จนสามารถก่อตั้งบริษัทและคว้ารางวัลนวัตกรรมระดับเอเชีย โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็น AgTech Startup ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร
"Pain Point หลักของไข่ผำในอดีต คือเรื่องความสะอาดและกลิ่น แต่เราแก้โจทย์ด้วย Technology" คุณปนัสยาอธิบาย ดังนั้นกุญแจสำคัญที่ทำให้ flo Wolffia แตกต่าง คือการยกระดับการเลี้ยงจากบ่อธรรมชาติมาสู่ระบบฟาร์มปิดมาตรฐานบนพื้นที่ 70 ไร่ ในจังหวัดนครปฐม โดยใช้เทคโนโลยี IoT ควบคุมสภาพแวดล้อม ทั้งแสง อุณหภูมิ และค่า pH เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สม่ำเสมอและปลอดภัย พร้อมทั้งพัฒนา "เครื่องล้างผำเครื่องเดียวในโลก" และเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูงที่ช่วยรักษาคุณค่าทางอาหารและรสชาติ ให้มีความใกล้เคียงกับ "มัทฉะ" มากที่สุด
ที่ผ่านมา flo Wolffia เปลี่ยนภาพจำ "พืชพื้นบ้าน" สู่ "Lifestyle Product" เพื่อทลายกำแพงความไม่คุ้นเคยของผู้บริโภคของ “ผำ” คือการใช้กลยุทธ์ Product Innovation แปรรูปให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็นไลน์สินค้าที่หลากหลาย เช่น ไอศกรีมเพื่อพิสูจน์รสชาติที่ทานง่าย ไม่คาว ผงโปรตีน (Plant-based Protein) และผงผำ (Wolffia Powder) ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ โดยพบ Insight ว่าผู้บริโภคนิยมนำไปเบลนด์คู่กับมัทฉะเพื่อลดความฝาดและเพิ่มความนัว

ล่าสุดได้เปิดตัว "ผงโรยข้าว" ที่ดึงรสอูมามิธรรมชาติของผำมาใช้แทนผงชูรส และ "ไข่มุกผำ" นวัตกรรมไข่มุกไร้แป้ง ไร้แคลอรี แต่ให้ Texture เด้งสู้ฟัน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มคนกินเจและสายสุขภาพ
ปัจจุบัน คุณปนัสยามองว่ากระแสของ "ผำ" ในไทยเริ่มเข้าสู่ช่วง Early Adopters ที่ผู้บริโภค และ Influencer เริ่มให้ความสนใจนำไปสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ มากขึ้น เป้าหมายระยะยาวของ flo Wolffia ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การขายสินค้า แต่จะช่วยการผลักดันให้ "ผำ" กลายเป็น “พืชเศรษฐกิจใหม่” ของไทย ที่มีมาตรฐานส่งออกระดับโลก
"เราอยากสร้างรากฐานในไทยให้แข็งแรง ให้คนไทยได้ภูมิใจและบริโภคของดีก่อนที่จะส่งออกไปต่างประเทศ แม้จะมี Demand จากต่างชาติเข้ามา แต่เรามองว่าการสร้าง Ecosystem ในประเทศให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือความยั่งยืนที่แท้จริง" คุณปนัสยา กล่าวทิ้งท้าย