ต่อไปนี้การไปเที่ยวทะเลจะเปลี่ยนไปไม่ได้แค่ไปพักผ่อนธรรมดาๆ หลังนิยามของ “ทะเล” กลายเป็นที่ที่เยียวยาหัวใจประกอบกับเทรนด์รักษ์โลก ทำให้การท่องเที่ยวทะเลถูกยกระดับไปสู่ Wellness+ Sustainability ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสหากรรมการท่องเที่ยวทะเล และธุรกิจ Blue Economy หลายเท่าตัว
แน่นอนว่าเศรษฐกิจสีน้ำเงินจะเกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งจำเป็นต้องมีกลไกทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนร่วมมือกันขับเคลื่อน นำโดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ตอกย้ำบทบาทกรมการท่องเที่ยวในฐานะ “ผู้กำหนดทิศทาง” ของการท่อเที่ยวคุณภาพสูงที่มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าการทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลหรือสนับสนุนเชิงนโยบายตามเดิม
ณัฏฐิรา แพงคุณ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวได้ประกาศวิสัยทัศน์ “Holistic Blue Leisure Destination” สร้างรากฐานใหม่สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำราญทางน้ำอย่างยั่งยืนของประเทศไทย รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวสำราญทางน้ำแบบครบวงจรในอนาคต
ทั้งนี้กรมการท่องเที่ยวได้ริเริ่มโครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงเพื่อรองรับการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำอย่างยั่งยืน (Holistic Blue Leisure Destination) ผ่านการพัฒนาเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน ISO ให้แก่แหล่งท่องเที่ยว 9 แห่งเพื่อยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นต่อผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ได้แก่
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา
1. เส้นทางข้ามกาลเวลา (ที่ทำการอุทยาน)
2. หาดบุโหลนไม้ไผ่
อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม
3. หาดเจ้าไหม (หน้าที่ทำการและเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาแบนะ)
4. หาดเกาะกระดาน
อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี
5. หาดนพรัตน์ธารา (หน้าที่ทำการและเขาสามหน่วย)
อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา
6. เขาตาปู - เขาพิงกัน
7. พิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์ (มิวเซียมภูเก็ต)
8. อินทรฟาร์ม
9. โอลด์ ภูเก็ต ฟาร์ม
นอกจากนี้ยังระดมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนงมาร่วมสนทนาเชิงลึกในหัวข้อ “Regenerative Blue Escape” โดย รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต และ ศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ซึ่งนำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ของการท่องเที่ยวที่ก้าวข้ามแนวคิดการลดผลกระทบ และเดินหน้าไปสู่การ “ฟื้นฟูและคืนคุณค่า” ให้แก่ทรัพยากรทางทะเล และสัตว์ทะเลอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสะท้อนภาพของอนาคตการท่องเที่ยวไทยที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของการเติบโตอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน
รวมถึงเปิดเวทีพัฒนากลยุทธ์ Blue Business Plan Dialogue ดึงผู้ประกอบการและคนในชุมชนมาร่วมกันพํฒนาธุรกิจ Blue Economy นำโดย จินต์ สถาพรสถิตย์สุข ดีไซเนอร์ และผู้สร้าง “น้อง Grom” จากขยะทะเล และเมญาลินทร์ จันทร์ทอง ที่ปรึกษา Bahnhof Studio ผู้พัฒนาสินค้าชุมชนชายฝั่งอันดามันในโครงการฯ ร่วมพูดคุยกับกานต์สิริ วิชชุวิวรรธณ์ ผู้บริหารของ Ecotopia คอนเซปต์สโตร์รักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของพลังสร้างสรรค์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศ
ขณะเดียวกันได้สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นในฐานะต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวที่ผสานธรรมชาติ เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กระเป๋าอวนกระชัง ชุมชนบ้านมดตะนอย, ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับมุก “JITRADA – จันผา × มุกอันดามัน” วิสาหกิจชุมชนเกาะปันหยี จังหวัดพังงา,ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งสองพนา “Song Phana” ชุมชนบ้านไหนหนัง จังหวัดกระบี่, ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ แบรนด์ “INTRARA” อินทรฟาร์ม จังหวัดภูเก็ต และผลิตภัณฑ์ จานรองแก้วลายกระดองเต่า แบรนด์ KALABARA กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปากบารา จังหวัดสตูล