ในช่วงส่งท้ายปีเก่าแบบนี้ ธรรมเนียมที่หลายคนทำกันเป็นประจำก็คือ การตั้งเป้าหมายสำหรับปีหน้า โดยเฉพาะในสังคมที่ใคร ๆ ก็อยากประสบความสำเร็จ ทุกคนต้องพัฒนาตัวเอง กลายเป็นบรรยากาศที่บีบบังคับให้เราต้องออกจาก Comfort Zone ไปเป็นนายตัวเอง เจ้าของธุรกิจ หรือไม่ก็เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าของใครสักคน
แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ได้อยากเป็นนายใคร และพวกเขามีความสุขดีกับการเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต แนวคิดนี้มีชื่อเรียกที่น่าสนใจว่า “Quiet Thriving” หรือการเติบโตอย่างเงียบ ๆ ในมุมเล็ก ๆ ของตัวเอง
Quiet Thriving vs Quiet Quitting เงียบเหมือนกัน แต่เป้าหมายต่างกัน
หลายคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า Quiet Quitting ที่เป็นกระแสก่อนหน้านี้ แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองคำมีความหมายที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง Quiet Quitting คือการทำงานตามหน้าที่แบบขั้นต่ำสุด มักเกิดจากความรู้สึกหมดไฟ ไม่พอใจในองค์กร จึงเลือกที่จะถอยห่างออกมาเพียงเพื่อให้ผ่านไปวัน ๆ โดยไม่ถูกไล่ออก
ในขณะที่ Quiet Thriving คือการอยู่ต่ออย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่การถอยหลังลงคลอง แต่ขีดเส้นเขตแดนที่ชัดเจน เพื่อรักษาคุณภาพงานในขณะที่ยังรักษาพื้นที่ส่วนตัวไว้ได้ คนกลุ่มนี้ยังคงส่งมอบงานที่ดีเยี่ยมและมีความเป็นมืออาชีพ แค่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเกมการเมืองในที่ทำงาน หรือการแข่งขันที่ต้องแลกด้วยเวลาชีวิต หาก Quiet Quitting คือการทำงานเพื่ออยู่รอด Quiet Thriving ก็คือการออกแบบการทำงานเพื่อให้ชีวิตเบ่งบานได้ โดยที่ไม่ต้องทะเยอทะยานมากมาย
อีกแง่มุมสำคัญของ Quiet Thriving คือการกล้าปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่ง หลายคนอาจรู้สึกผิดหรือถูกมองว่าไม่มี Growth Mindset เพียงเพราะไม่อยากเป็น Manager หรือไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบที่ต้องบริหารจัดการคนอื่น
แต่ความจริงแล้ว การรู้จักจุดแข็งของตัวเองว่าเราชอบที่จะเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ คือความฉลาดในการบริหารชีวิตรูปแบบหนึ่ง เพราะตำแหน่งที่สูงขึ้นมักมาพร้อมกับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความเครียดและเวลาชีวิตที่หายไป การเลือกจะเก่งในระดับปฏิบัติการที่เชี่ยวชาญ จึงเป็นการเลือกความภูมิใจในงานไปพร้อมๆ กับการรักษาสุขภาพจิตของตัวเอง
ทำไมถึงมองว่าการเป็นลูกจ้างเป็นเป้าหมาย ในเมื่อวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ยังเป็นลูกจ้างเขาเหมือนเดิม? นั่นเพราะว่าการเป็นลูกจ้างคือความมั่นคงที่จับต้องได้ (Financial Safety Net) การเป็นลูกจ้างทำให้เรามีรายได้ที่แน่นอน มีสวัสดิการ และมีองค์กรช่วยบริหารความเสี่ยง ในขณะที่เจ้าของธุรกิจต้องแบกรับความรับผิดชอบของคนทั้งบริษัทไว้บนบ่า แม้ในวันที่เศรษฐกิจผันผวน
และยังมีพลังของปุ่ม Shut Down หนึ่งในความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการปิดคอมพิวเตอร์แล้วไปใช้เวลาส่วนตัว การเป็นลูกจ้างระดับปฏิบัติการทำให้เรามีสิทธิ์ที่จะทิ้งงานไว้ที่ออฟฟิศ เพื่อกลับไปเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่หลังเลิกงาน
เรามักถูกสอนว่าความสำเร็จคือบันไดที่ต้องปีนขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่สำหรับชาว Quiet Thriving ความสำเร็จอาจจะเป็นการได้อยู่บนขั้นบันไดที่เราอยู่แล้วสบายตัว สบายใจ ไม่กดดันเกินไป ยังสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ มีเวลาไปออกกำลังกาย มีเวลาอ่านหนังสือ หรือนอนหลับได้เต็มอิ่มโดยไม่ต้องฝันถึงอีเมลลูกค้า นั่นก็คือความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบแล้ว
หากปีใหม่นี้ ใครที่ไม่ได้อยากตั้งเป้าเปิดร้านอาหาร ไม่ได้อยากมียอดขายร้อยล้าน หรือไม่ได้อยากเลื่อนเป็นผู้จัดการ ก็ไม่เป็นไรเลย การตั้งเป้าหมายจะเป็นลูกจ้างคุณภาพที่มีความสุข คือการให้เกียรติตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง มันคือการยอมรับว่าความสุขของเราไม่ได้ผูกติดกับโครงสร้างอำนาจขององค์กร