ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ธุรกิจไทยกำลังถูกบีบให้ต้อง "ยกเครื่อง" องค์กรครั้งใหญ่ ปัจจัยเร่งด่วนในวันนี้ไม่ใช่แค่สงครามการค้าหรือเทคโนโลยี แต่คือ "วาระความยั่งยืน" หรือ Sustainability ที่ก้าวข้ามจากการทำกิจกรรม CSR เพื่อสังคม มาเป็น "กฎเหล็ก" ทางการค้าที่เลี่ยงไม่ได้ แม้ประชาคมโลกจะตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 แต่ความเป็นจริงที่น่าตกใจคือตัวเลขการปล่อยคาร์บอนของไทยและหลายประเทศยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง สวนทางกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ จนกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามอง
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) จึงประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ครั้งสำคัญภายใต้การนำทัพของ เจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน แม่ทัพใหญ่ในการขับเคลื่อนภารกิจสีเขียวของธนาคาร การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปล่อยสินเชื่อทั่วไป แต่เป็นการเปิดตัว "Sustainability 360" โซลูชันทางการเงินและการให้คำปรึกษาแบบครบวงจร ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "ผ่าทางตัน" ให้กับธุรกิจไทยที่กำลังติดหล่มอยู่ระหว่างความต้องการเปลี่ยนผ่านกับข้อจำกัดทางเทคนิคและเงินทุน
เจสัน ลี ฉายภาพให้เห็นถึง Pain Point ของการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรสีเขียวว่า ในอดีตภาคธุรกิจอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าความยั่งยืนคือการจ่ายเงินออกไปเพื่อการกุศล แต่ในบริบทของโลกธุรกิจยุคใหม่ ความยั่งยืนคือเรื่องของการบริหารความเสี่ยงและการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อย่างชัดเจน
“โลกที่กำลังเป็นไข้จากอุณหภูมิที่สูงขึ้นเกิน 1.5 - 2 องศาเซลเซียส กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่องบการเงินของบริษัท ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงต่อทรัพย์สินและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วย่อมกระทบต่อกำไรขาดทุน, งบดุล และกระแสเงินสดขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรฐานการรายงานทางการเงินสากลฉบับใหม่ๆ เช่น IFRS S1 และ S2 รวมไปถึงข้อกำหนดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งประเทศไทย ต่างกำลังกดดันให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างโปร่งใส ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ซีอีโอและซีเอฟโอต้องจับตามอง”

หากเจาะลึกลงไปในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จะพบความจริงที่น่ากังวลว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยยังคงผูกติดอยู่กับการปล่อยมลพิษ ข้อมูลชี้ชัดว่าในภาคการผลิตไฟฟ้า หรือ Power Sector มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 1990 เนื่องจากการขยายตัวของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP และการส่งออกก็มีการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เจสัน ลีเปรียบเทียบว่า “เสมือนคนที่ต้องการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ แต่กลับมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาอีกถึง 50 กิโลกรัม” แม้แต่ในภาคการขนส่งและการจัดการขยะ กองขยะที่ทับถมกันอยู่ในบ่อฝังกลบก็ยังคงปลดปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงออกมาตลอดเวลา สถานการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่า แม้เป้าหมาย Net Zero จะสวยหรู แต่การปฏิบัติจริงนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค และไทยกำลังต้องการตัวช่วยอย่างเร่งด่วน
จากการทำงานคลุกคลีกับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ซีไอเอ็มบี ไทยพบว่า อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว หรือ Green Transition มีอยู่ 2 เรื่อง คือ "เทคโนโลยี" ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก ผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเชิงเทคนิคว่าควรจะปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างไร หรือเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด อีกเรื่องคือ "เงินทุน" เพราะการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรือโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล หากปราศจากกลไกสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสม การเปลี่ยนผ่านก็ยากที่จะเกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่อง "Greenwashing" หรือการฟอกเขียว ที่ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในโครงการต่างๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงพยายามผลักดันการใช้ Taxonomy หรือมาตรฐานการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อระบุว่ากิจกรรมใดเป็นสีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว ซีไอเอ็มบี ไทย จึงได้เปิดตัวบริการ "Sustainability 360" ซึ่งวางตำแหน่งเป็น One-Stop Service ที่เข้ามาปิดช่องว่างระหว่างความต้องการของภาคธุรกิจกับมาตรฐานสากล บริการนี้มีความโดดเด่นตรงที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้ให้สินเชื่อ แต่สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาคู่คิด (Strategic Partner) ที่ช่วยลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
เริ่มต้นจากการช่วยวิเคราะห์และจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) และบัญชีคาร์บอน ซึ่งเป็นเอกสารทางเทคนิคที่มีความซับซ้อนสูง ให้สอดคล้องกับหลัก Taxonomy และมาตรฐานระดับโลก โดยธนาคารจะช่วยประสานงานจัดหาผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Second Party Opinion: SPO) มาให้การรับรองความถูกต้องของเอกสาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เมื่อเอกสารและแผนงานมีความพร้อมและน่าเชื่อถือแล้ว ธนาคารก็จะเชื่อมโยงเข้ากับโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ เช่น สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Linked Loan (SLL) ซึ่งมีกลไกที่น่าสนใจคือ การใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นแรงจูงใจ (Incentive) หากลูกค้าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามตัวชี้วัด (KPI) ที่ตกลงกันไว้ ธนาคารจะมอบส่วนลดดอกเบี้ยให้ ซึ่งเปรียบเสมือนการคืนกำไรให้ลูกค้าสามารถนำเงินส่วนต่างนี้กลับไปลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนต่อยอดได้อีก เป็นวงจรบวกที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ ซีไอเอ็มบี ไทย ได้วางเป้าหมายสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงและมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัว 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือ "อุตสาหกรรมพลังงาน" (Power) ที่ต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้จาก 33% ในปัจจุบัน เป็น 51% ภายในปี 2050 โดยธนาคารมองเห็นศักยภาพการลงทุนในโครงการโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ตามเขื่อนต่างๆ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) กลุ่มที่2 คือ "อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ" (Oil & Gas) ซึ่งแม้ว่าการใช้พลังงานฟอสซิลจะยังคงมีอยู่ต่อไปอีกหลายทศวรรษ แต่กระบวนการผลิตต้องสะอาดขึ้นด้วยเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และกลุ่มสุดท้ายที่ถือเป็นโจทย์หินที่สุดคือ "อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์" (Cement) เนื่องจากการผลิตปูนต้องใช้ความร้อนสูงมากและปล่อยคาร์บอนในกระบวนการเคมี ทางออกจึงอยู่ที่การเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินมาเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) และการใช้เทคโนโลยี CCUS ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 45%

ด้วยความชัดเจนของแผนงานและโซลูชันที่ตอบโจทย์ ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการเพิ่มสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนให้แตะระดับ 20% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 4% โดยในระยะสั้น 2 ปีข้างหน้า ธนาคารมองเห็นความต้องการระดมทุน (Committed Demand) จากลูกค้าที่รออยู่แล้วถึง 30,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงดีมานด์ที่แท้จริงของตลาดและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อธนาคาร
อย่างไรก็ตาม เจสัน ลีมองว่าการจะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านความยั่งยืนของภูมิภาคหรือ Sustainability Hub ลำพังเพียงเม็ดเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัย "คน" ที่มีความรู้ความเข้าใจ ธนาคารจึงได้เริ่มเข้าไปร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำเพื่อพัฒนาหลักสูตรด้าน Green Skill และ Sustainable Finance เพื่อผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ ในปีถัดไป ธนาคารยังมีแผนที่จะขยายขอบเขตการสนับสนุนไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเซกเตอร์ที่มีความซับซ้อนในการคำนวณคาร์บอนแฝงในวัสดุก่อสร้าง
การเคลื่อนไหวครั้งนี้จาก ซีไอเอ็มบี ไทย คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า "ความยั่งยืน" ได้กลายเป็นเนื้อเดียวกับการดำเนินธุรกิจไปแล้ว ธนาคารไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงนายทุน แต่เป็นเพื่อนคู่คิดที่พร้อมจะนำพาลูกค้าและสังคมไทยก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง ตามพันธกิจ "Advancing Customers and Society" ที่ธนาคารยึดมั่น