หนึ่งใน Topic ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงโฆษณาของปีนี้ก็คือ การที่เอเจนซีเล็กๆ อย่างจงรักดีสามารถก้าวขึ้นเป็น Advertising Agency of The Year ของเวทีการประกวดโฆษณา
Adman Awards & Symposium 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ด้วยคะแนนสูงถึง 362 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 เกือบ 70 คะแนน ทั้งที่ส่งผลงานเข้าประกวดแค่ 29 ผลงานใน 11 หมวด
Independent Agency เล็กๆ ที่มีพนักงานแค่ 30 คนอย่างจงรักดีมีอาวุธลับอะไรที่ทำให้ปีนี้มีผลงานและความคิดสร้างสรรค์ดีๆ ที่ปล่อยแสงจนแซง Network Agency ขึ้นไปยืนบนหัวแถวสำเร็จ
ทีมงานมีโอกาสได้พูดคุยกับกิ๊ฟ เขตนภินท์ โสภิญนนท์ Founder & Chief Creative Officer จงรักดี และเอย ภัทศา อัตตนนท์ Managing Director เพื่อบอกเล่าถึงเบื้องหลังความสำเร็จของจงรักดีในปีนี้

จง-รัก-ดี
จงรักดีก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 13 ปีก่อนโดย คุณเขตนภินท์ ซึ่งเป็นครีเอทีฟที่ผ่านการทำงานในเอเจนซีระดับโลกมาแล้วหลายแห่งต้องการที่จะสร้างสรรค์ผลงานในแบบที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง จึงตัดสินใจออกมาเปิดเอเจนซีเล็กๆ อย่างจงรักดี ก่อนที่คุณภัทศาที่โตมาในสายงาน Client Service ซึ่งเป็นทั้งคู่ชีวิตและเคยร่วมงานกับคุณเขตนภินท์มาก่อนจะเข้ามาสมทบหลังจากบริษัทก่อตั้งได้ประมาณ 2-3 ปี
การเข้ามาของคุณภัทศาได้เติมเต็มในส่วนของการบริหารจัดการลูกค้าและกลยุทธ์ทางธุรกิจ ทำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เขตนภินท์ เล่าให้ฟังถึงที่มาของชื่อบริษัทว่า จงรักดีเกิดขึ้นจากบทสนทนาระหว่างกับคุณพ่อในวันที่ตัดสินใจเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างมาเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งครั้งนั้นโดยคุณพ่อได้ให้คำแนะนำสั้นๆ ว่า “ทำให้มันดีๆ หน่อย” เขตนภินท์จึงนำคำว่า “ดี” มาต่อยอดและเล่นกับความหมายของคำต่างๆ จนกลายเป็นชื่อบริษัทที่เป็น Double Meaning
จง สื่อถึงความมุ่งมั่นและคำมั่นสัญญา (Commitment) เปรียบเสมือนคำสั่งที่ต้องทำให้สำเร็จ
รัก ในภาษาอังกฤษใช้การสะกดว่า L-U-C-K ซึ่งหมายถึงโชคดี ผสานกับคำว่า "รัก" ในภาษาไทยที่สื่อถึงความรักในสิ่งที่ทำ
ดี หมายถึงการทำสิ่งที่ดีและมีคุณภาพ
“ผมมองว่างานครีเอทีฟในยุคเวลานั้นหัวใจก็คือ TVC กับ Print แต่ว่าจริงๆ แล้วการสื่อสารมันไม่ได้มีแค่นั้น พื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์มันคือการที่เราเอาความคิดของเราส่งให้คนหนึ่งได้ นี่ก็คืองาน Creative พอเราแบ่ง Media ออกมา เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วทุกสิ่งมันมีหน้าที่จำเพาะของมันซึ่งเราบอกเล่าไอเดียได้ชัดเจน หนังโฆษณาก็บอกเล่าส่วนหนึ่ง สื่อสิ่งพิมพ์ก็ส่วนหนึ่ง แต่มันยังมีอีกมากมายที่สามารถบอกเล่ากับคนได้ในตอนนั้น เอเจนซีใหญ่มันอาจจะไม่ตอบโจทย์ในความคิดของผม สื่อทีวีบางทีมันง่ายตัดจบแค่ตอนนั้น ตัดจบแล้วมันยังไม่อธิบายในเรื่องราวทั้งหมดที่เรายังสามารถเล่นกับไอเดียของเราได้ต่อ แต่เพราะว่าหนังมันถูกกำหนดให้เราทำแค่นี้ ก็เลยเป็นที่มาว่าเราอยากจะทำมากกว่าหนัง แต่อยากจะหาไอเดียใส่ลงไปในในชิ้นงานที่มากกว่านั้น”

เขตนภินท์ กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อดีของการเป็น Independent Agency เล็กคือ สามารถวางโครงสร้างของบริษัทให้เหมาะสมกับรูปแบบในการทำงาน ซึ่งเป็นที่มาของการคิดนอกกรอบที่ทำให้จงรักดีเป็นไฮบริด เอเจนซี คือ เป็นเอเจนซีที่รวมเซอร์วิสงาน Creative และ Production เข้าด้วยกัน
ถึงตรงนี้ภัทศา กล่าวเสริมว่า หลายครั้งที่ทีมงานเราคิดงานตั้งแต่ต้นน้ำ แต่พอมาถึงปลายน้ำคืองาน Production House พบว่างานที่ได้ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ จึงตัดสินใจร่วมกันว่าควรจะทำ Production แบบ In-House เอง สิ่งนี้ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ค่าใช้จ่าย และทำให้ไอเดียใหญ่ๆ เกิดขึ้นจริงได้
“คือหลายครั้งไอเดียของเรามันไม่เหมือนใคร ไอเดียที่มันใหญ่ คม ใหม่ คนที่จะทำสิ่งนี้ได้กลับไม่ค่อยมี บางไอเดียเรารู้สึกว่ามันไม่ได้อย่างใจ ก็เลยคุยกันว่าอยากทำ พบว่างานที่ได้ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ จึงตัดสินใจร่วมกันว่าควรจะทำ Production House ไปจนถึงทำงาน Activation คือเรารู้สึกว่าถ้ามันจะพังก็ยอมพังในมือตัวเอง เพราะว่าเราเป็นคนคิดไอเดียเอง พอมันไปอยู่ในมือคนอื่นมันไม่ได้อย่างใจ”
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โครงสร้างการทำงานของจงรักดีมี 3 ไซโล หลัก คือ Creative, Client Service และ Production House ที่สามารถเซอร์วิสลูกค้าตั้งแต่คิดงานโฆษณา, ทำหนังโฆษณา, วางแผนสื่อสารการตลาด ไปจนถึงการทำ Event ในที่เดียว
“ด้วยฟังก์ชั่นของงานที่ไม่เหมือนเอเจนซีทั่วไป หมายความว่าคนที่อยู่ในแต่ละไซโลต้อง Reskill & Upskill เยอะมาก ซึ่งมีผลกับการที่เราต้อง Recruit คนที่มี Mindset ที่เหมาะกับเรา Creative ที่นี่คิดแค่ไอเดียอย่างเดียวไม่ได้
ถ้าถามว่าอะไรคือจุดแข็งของเรา เราจะบอกลูกค้าทุกครั้งว่าไอเดียที่เราเอามาขายมันจะเป็นไอเดียที่กล้าคิดเสมอ เราชอบใช้คำว่า ถ้าคุณเคยตาลุกวาวกับไอเดียที่เราขายไอเดีย คุณตาลุกวาวขึ้นในเน็กซ์ Meeting เพราะว่าเราจะมาบอกคุณว่าทำอย่างไร แล้วคุณจะไม่ใจฝ่อ คุณจะไม่รู้สึกว่า อ้าวที่ขายกับที่เป็นมันไม่เหมือนกัน ทั้งหมดมันคือการที่เราทำตามสัญญาได้เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือบางครั้งมากกว่าด้วยซ้ำ มันเป็น Promise ที่เราต้องทำทุกครั้ง เราจึงต้องเลือกลูกค้า เราไม่สามารถทำงานให้ทุกคนได้ ดังนั้นมันก็เลยมากลับมาเป็นโมเดลธุรกิจของการที่เราไม่ Pitching และก็ไม่พยายามที่จะบวมทีมเพื่อมารับลูกค้า” ภัทศา อธิบาย
ทุกวันนี้คนที่มีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับงานลูกค้ารายไหน เขตนภินท์ กล่าวว่ายกให้เป็นหน้าที่ของภัทศาคนเดียว

I Love Problem
แม้ว่าจงรักดีจะแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการจากงาน Adman ในปีนี้ แต่ความเป็นจริงตลอด 13 ปีของการก่อตั้งจงรักดีมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงและเป็นหมุดหมายสำคัญในการเติบโตของบริษัทหลายชิ้น ซึ่ง คุณเขตนภินท์ กล่าวว่างานทุกชิ้นล้วนสะท้อนปรัชญาในการำทำงานว่า “ปัญหาคือบ่อเกิดของไอเดีย”
ส่วนภัทศา กล่าวเสริมว่า “ถ้าถามว่าอะไรคือจุดเด่นของเรา เราจะบอกลูกค้าทุกครั้งว่าไอเดียที่เราเอามาขายมันจะเป็นไอเดียที่กล้าคิดเสมอ เราจะใช้คำว่า ฟังแล้วตาลุกวาวกับไอเดีย ที่สำคัญคุณจะไม่ใจฝ่อ คุณจะไม่รู้สึกว่าที่ขายกับที่เป็นมันไม่เหมือนกัน เพราะเราทำตามสัญญาได้เกือบจะ 100% หรือบางครั้งมากกว่าด้วยซ้ำ มันเป็น Promise ที่เราต้องส่งมอบ”
เขตนภินท์ ได้ยกตัวอย่างงานที่ใช้ไอเดียมาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่ได้ผล คือ แคมเปญโฆษณาโซดาสิงห์ที่ตอนนั้นกำลังมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาท้าชิง ซึ่งทีมงานพบว่าความแตกต่างของโซดาสิงห์คือซ่านานกว่าคู่แข่ง และเป็นที่มาของการทำโฆษณาที่ยาวที่สุดในโลก
“ช่วงเวลานั้นตลาดโซดามีแบรนด์ใหม่เข้ามา เราแค่ต้องการจะบอกว่าโซดาสิงห์คือ ช่าตัวจริง ซ่ามานาน เราเช็คกับ YouTube ว่ายุคนั้นสามารถลงคลิปได้นานที่สุดเท่าไหร่ ซึ่งคำตอบคือ 7 ชั่วโมง ทำให้เราทำโฆษณาโซดาสิงห์ซ๋านานยาว 7 ชั่วโมง จนกลายเป็นหนังไวรัลยาวที่สุดในโลก ด้วยงบประมาณต่ำแต่สร้าง Talk of the Town เรียกว่า Low investment แต่ Effective สูงมาก และมันเป็นความคิดเชิงพีอาร์เล็กๆ ที่ทำให้ไอเดียมันขยายออกไปมันไม่ใช่แค่หนัง แต่มันขยายออกมาจากตัวมันเองเชิงของพีอาร์”
เมื่อมีโอกาสได้ทำงานที่สามารถโชว์ไอเดียอย่างเต็มที่ ผลงานก็ออกมาเป็นที่ประจักษ์ในสายตของนักการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ภัทศา เล่าให้ฟังว่าช่วงปี 2018 ลูกค้ารายสำคัญคือ Netflix ที่กำลังจะมาทำตลาดที่เมืองไทยได้ติดต่อเข้ามาเพื่ออยากให้มารับบรีฟงานโฆษณาแคมเปญ Narcos แต่เพราะความไม่ลงตัวในเรื่องของเวลาทำให้ไม่มีโอกาสได้ทำงานแคมเปญนี้
“ตอนนั้น Netflix ชวนไปรับบรีฟ แต่เรายังเที่ยวอยู่ต่างประเทศ พอเราออกมาทำเอเจนซีตัวเอง เราก็มีอิสระในชีวิตมากขึ้น เราก็จะไปเที่ยวกันทีปีละ 1 เดือน ซึ่งตรงกับช่วงเวลานั้นพอดี เราเดินทางอยู่เราก็เลยไม่ทำ Narcos แต่ 3-4 เดือนหลังจากนั้น Netflix ก็ Assign ให้เราทำ The Haunting of Hill House”
เขตนภินท์ เล่าให้ฟังว่าตอนนั้นทาง Netflix ต้องการโปรโมทซีรี่ส์ The Haunting of Hill House และอยากเปลี่ยนทั้งสถานี BTS ให้เป็นธีมซีรี่ส์
“การ Take Over BTS ทั้งสถานีต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน นี่คือปัญหาใหญ่ ตอนนั้นออฟฟิศผมอยู่สุขุมวิท 49 ต้องไปขึ้นรถไฟฟ้าที่ทองหล่อ พอนั่ง BTS ไปสักพักก็มองเห็นห้องแถวที่เกือบจะติดกัน เลยคิดว่าเราเปลี่ยนมาทำตรงนี้ดีกว่า คิดแค่นั้นเลยง่ายๆ เราก็เริ่มตะลุยหาบ้านที่ติดสถานี พอเราได้สถานที่ เราใส่ไอเดียเพิ่ม ถ้าเป็นบ้านผี ผีมันต้องมองทะลุได้ มันต้องมีอิทธิฤทธิ์ต้องขยายตัวได้ เราก็ใช้การยิงโฮโลแกรม ในความคิดผม ทุกการแก้ปัญหาความสนุกของผมคือการได้ Unlock Skill อะไรบางอย่าง อย่างผีบนดาดฟ้ามันคือ Production Expertise ที่ทำเหมือนละครเวที ต้องมี Show Director เพื่อดูจากมุมมองว่าคนเดินมาขึ้นมาจากบันได เขาจะเห็นอะไร ถ้าเจอคนที่แบบจะรีบไปทำงาน เราจะดึงเขาด้วยอะไร อันนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นงาน Craftsmanship ที่โคตรเจ๋ง”
อีกแคมเปญที่น่าสนใจคือ การ Twist การสื่อสารของน้ำแร่เพอร์ร่า จาก Functional มาเป็น Emotional ด้วยการขายความเป็นแฟชั่น
เขตนภินท์ เล่าว่า คู่แข่งของเพอร์ร่าล้วนขายฟังก์ชั่น ดังนั้นทีมงานจึงอยากเปลี่ยน อยากสร้างไอเดียเข้าไปใหม่ แทนที่เราจะบอกว่าน้ำแร่ดีแค่ไหนในโลกใบนี้ เราขอกลับไปพูดให้มันง่ายๆ ว่าถือน้ำแร่เพอร์ร่าแล้วเท่ห์แค่ไหน
ซึ่งทางลูกค้าก็เห็นด้วย จนเป็นแคมเปญน้ำแร่แฟชั่นอย่างที่เห็น
จงรักดียังมีงานไอเดียแรงๆ ออกมาสร้างกระแสอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นแคมเปญ Netflix All of Us Are Dead รวมถึงแคมเปญเดี่ยว 13 ของโน้ต อุดม แต้พานิช ที่มีการสร้างทัชพอยต์มากกว่า 30 ชิ้นงาน
มาถึงแคมเปญที่คว้ารางวัล Best of Show ของงาน Adman ครั้งนี้อย่าง YOUNG-HEE Freezes Bangkok จาก Netflix

เขตนภินท์ อธิบายเบื้องหลังการทำงานว่าวันที่ได้รับบรีฟ ทีมงานคิดการใหญ่ด้วยการสร้างหุ่น YOUNG-HEE ขนาดยักษ์ยืนบนเรือทราบเพื่อล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ เพื่อสร้างประสบการณ์
“แคมเปญนี้ลูกค้าบรีฟมาตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่เราเปิดตัวเดือนธันวาคม ซึ่งโจทย์คือต้องใช้ตุ๊กตานี้ทุกประเทศ เราให้ทีม Netflix ช่วยตรวจสอบว่าหุ่น YOUNG-HEE ที่ใช้งานทั่วโลกมีขนาดใหญ่สุดเท่าไหร่ ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างหุ่นสูง 12 เมตร เพื่อให้ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะประเทศไทยชอบในความเป็น The World's Largest ตอนขายงานเราสัมผัสได้ถึงความ Uncomfortable ของลูกค้า ซึ่งดีใจมาก เพราะแปลว่าเรามาถูกทางแล้ว
แคมเปญนี้เป็นงานสเกลยักษ์ที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย เช่น การลอดใต้สะพานพุทธที่สูงไม่ถึง 12 เมตร ทำให้ทีมงานต้องออกแบบให้หุ่นสามารถพับได้ เรารู้ว่าวันที่จัดกิจกรรมจะต้องมีเรือในแม่น้ำขับเข้ามาดู ซึ่งอาจะเกิดอุบัติเหตุเราวางแผนป้องกันด้วยการใช้ทีมเจ็ตสกีขับประกบทุกด้าน เรารู้อยู่แล้วว่างานนี้ลูกค้าคาดหวังสูงมาก เพราะต้องการสร้าง Conversation อะไรก็ตามที่เป็นไอเดียต้องก่อให้เกิดการสนทนา”
ซึ่งในวันเปิดตัว ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้จริงๆ แม้น้ำเจ้าพระยาที่มีแลนด์มาร์คสวยๆ กลายเป็นฉากหลังที่เสริมให้หุ่น YOUNG-HEE โดดเด่น จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก
เขตนภินท์ เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานให้ฟังว่า พอทีมงานได้ข้อสรุปเรื่องแม่น้ำเจ้าพระยาจะใช้เป็นจอดิสเพลย์ขนาดยักษ์แล้ว ทีมงานต้องจำลองมุมมองจากฝั่งตรงข้ามซึ่งมีระยะห่างประมาณ 30 เมตร เพราะต้องนำมาใช้ในการคำนวณ Perspective กับหุ่น YOUNG-HEE
“เราใช้ตรรกะของขนาดมาหารกับการมองเห็น เราก็จะได้ไซส์ที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องน้ำหนักเรือขนทรายรับน้ำหนักได้ 80 ตันถึง 150 ตัน แต่หุ่นของเราถึง 30 ตัน พอจบปัญหาเรื่องเรือก็มาเจอปัญหาสะพานพุทธที่สูงไม่ถึง 10 เมตร แต่หุ่นเราสูง 12 เมตร เราก็แก้ปัญหาปรับให้หุ่นมันลุกหรือนอนได้ งานนี้ทำให้เราใจสั่นใจเต้นตลอดเวลาก็เลยเป็น Journey ของการทำงานที่มีความสุขมาก”
ถึงตรงนี้ทีมงานอยากรู้ว่ามีแคมเปญไหนที่ทำมาแล้วไม่ได้ดั่งใจบ้างหรือไม่?
“มันก็มีบ้างนะ ผมเรียกว่าถึงเป้าแต่ไม่ถึงใจ ทำไมมันไม่ไวรัลอย่างที่เราคิดมา ซึ่งเราก็มาผ่าตัดดูเหมือนกัน มันก็จะมีตัวแปรบางอย่างที่อยู่การควบคุมเหมือนกัน เช่นสภาพอากาศ เราเช็คหลายทางแล้วว่าวันงานไม่มีฝน แต่ก็เจอฝน ถามว่ามันถึงขั้นเฟลแบบพังไปเลย อันเนี้ยยังไม่เคยเกิดขึ้น คือทุกแคมเปญเราตั้งความหวังสูงมากๆ
เราจะไม่รับงานเยอะจนต้องรีบผัดกับข้าวแล้วเอาไปเสิร์ฟ ทุกงานเราลงเอง เราคราฟเองดังนั้นแน่นอนเรามคาดหวังกับทุกแคมเปญ เราปั้นมันอย่างสูงสุดจริงๆ ทุกงานเราจะบอกลูกค้าก่อนว่าจะมี Factor อะไรบ้างที่มันทำให้มันไม่ได้อย่างใจมาก แล้วคุณรับได้หรือไม่ เราจะพูดก่อนที่มันจะเกิดเสมอ”

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานอยากทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้ามาของ AI ซึ่งเขตนภินท์ อธิบายว่า AI เปรียบเสมือนการมีทีมงานเข้ามาเสริมทัพ
“หลักมันจะมี 2 ส่วนก็คือถ้าเป็นเรื่องของงานครีเอทีฟ ด้วยพื้นฐานของคนที่นี่ส่วนมากจะมีความเข้าใจดิจิทัลประมาณหนึ่ง บางคนเป็นโปรแกรมเมอร์บ้าง บางคนรู้จักมันอย่างเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นผมว่า AI เป็นเครื่องมือที่ดีมาก เฟี้ยวฟ้าวเลย
สมมุติว่าถ้าผมจะทำโกโกวา ผมไม่จำเป็นต้องมานั่งคำนวณ ผมแค่พิมพ์หา Google เพื่อจะหาว่าแม่น้ำเจ้าพระยากว้างเท่าไหร่ สะพานสูงเท่าไหร่ก็ได้คำตอบที่ชัดเจน มันง่ายและเร็ว ในแง่ของความคิดแบบ Strategy ที่ยิ่งมีประโยชน์เลย เพราะว่าถ้าเราได้ไอเดียมาแล้วเราจะทำ Strategy เราสามารถให้ AI จำลองความคิดเบื้องต้นเพื่อเอามาใช้งานซึ่งมันเร็วขึ้นเยอะ ผมว่า AI นี่เหมือนเราได้มีทีมงานเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อก่อนเรานั่งเขียน CG กันนาน AI มามันขึ้นแบบมาเลยแป๊บเดียว แล้วก็สามารถเอาไฟล์เป็น Code ไประเบิดเป็นงานต่อได้เลย ซึ่งมันทำให้ทุกวันมันสนุกมาก”
เขตนภินท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวยังคงชอบเริ่มต้นคิดงานจากการสเก็ตไอเดียด้วยเหมือนยุคก่อน
“ผมชอบที่จะสเก็ตมือก่อน เพราะว่ามือมีสมองอยู่ในนั้น เราสามารถวาดไปเรื่อยๆ ผมชอบวาดมือออกมาให้เยอะๆ ก่อน แล้วเราก็ค่อยมาเลือกอันไหนชอบก็เอานั้นไปถ่ายรูปไปให้ AI ช่วยทำเป็นภาพให้”

Challenge
วันนี้จงรักดีสามารถขยับขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการครีเอทีฟไทย แน่นอนว่าย่อมมีแบรนด์ที่อยากเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ถึงกระนั้น ภัทศาก็ยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจงรักดียังคงทำงานเหมือนเดิมคือ มีนโยบายไม่ Pitching
“ถามว่าเราเลือกลูกค้าอย่างไร จริงๆ อย่างแรกเลย เอยจะค่อนข้างใช้ Emotional ในการเลือกก่อo หมายถึงใช้ Common Sense ตัวเองเพื่อดูว่า Chemistry ตรงกันหรือไม่ เช่นอาจจะลองตั้งคำถามลูกค้า เราก็ต้องค่อยๆ Prove ไปเรื่อยๆ ว่าลูกค้ามีวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะกับสไตล์การทำงานแบบเราหรือเปล่า รวมไปถึงเขาเดินมาหาเราบนสิ่งที่รู้สึกว่าอยากทำงานกับเราหรือแค่ลองคุย ทุกอย่างมันจะมีรายละเอียดของมันอยู่ซึ่งการตัดสินใจต้อง Gut Feeling ด้วย”
เขตนภินท์ ก็กล่าวเสริมว่า อยากให้จงรักดีเท่ากับงานที่ดี ดังนั้นถ้าอะไรที่มันทำให้เราไม่แน่ใจว่ามันจะเท่ากับงานที่ดีก็คงจะไม่ทำแบบนั้น ตราบใจที่เรายังเชื่อว่าเป้าหมายหลักของจงรักดีคือ วันนี้ดีที่สุด
“สโลแกนของบริษัทคือ วันนี้ดีที่สุด มันสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับปัจจุบัน การแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป้าหมายของบริษัทจึงไม่ได้อยู่ที่การขยายองค์กรให้ใหญ่โต หรือการถูกซื้อกิจการในอนาคต แต่อยู่ที่การรักษามาตรฐานในการทำงานต่อไป”
อีกหนึ่งความตั้งใจของจงรักดีก็คือ มีความฝันที่จะสร้าง Ecosystem ในอุตสาหกรรมโฆษณาที่ดีต่อสุขภาพ ยุติธรรม และไม่เป็นพิษต่อสังคม ทุกฝ่ายที่ทำงานร่วมกับจงรักดี ตั้งแต่พนักงาน ลูกค้า ไปจนถึงซัพพลายเออร์จะต้องรู้สึกว่าการทำงานร่วมกันเป็นประสบการณ์ที่ดี ไม่มีการเอาเปรียบ และได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
“เราพยายามจะไม่กระโจนเข้าไปหาโอกาสที่เข้ามาแบบก้าวกระโดด เราไม่ได้พยายามจะบวมตัวเอง ไม่พยายามจะไปขยายคน เพราะเอยเป็นคนที่เชื่อเรื่องความเป็นแก่นแท้ต้องแข็งแรงมากกว่าเปลือกข้างนอกมากๆ เราสร้างผลงานดีๆ ออกไปเยอะมากโดยที่ไม่มีใครรู้จักจงรักดีเลยในปีแรกๆ แต่เอยยังเป็นคนเชื่อเรื่องที่อยากให้งานเรามันออกไปก่อนที่เขาจะรู้จักตัวตนเราด้วยซ้ำ
เป้าหมายของเราคือ เรายังคงอยากจะรักษามาตรฐานคุณภาพงานที่ออกไปแบบที่ลูกค้าตอบตัวเองได้ว่า เขาเลือกถูก จริงๆ มันแค่นั้นเลย”
