การประกาศดีลประวัติศาสตร์ระหว่างสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ (AMPAS) กับ YouTube ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2025 ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนช่องทางออกอากาศ แต่นี่คือหมุดหมายสำคัญที่ส่งสัญญาณว่า อุตสาหกรรมสื่อโลกกำลังก้าวข้ามจากยุค Analog เข้าสู่ยุค Digital Streaming
เมื่อ Academy Awards หรือ ออสการ์ งานประกาศรางวัลที่ทรงเกียรติและเก่าแก่ที่สุด ยอมทิ้งขนบธรรมเนียมกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อกระโจนเข้าสู่แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของข้อตกลงนี้คือ ผู้ชมทั่วโลกสามารถ รับชมการถ่ายทอดสดได้ฟรี ผ่านทาง YouTube โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดย YouTube จะเป็นผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดงานประกาศรางวัลออสการ์ ตั้งแต่ปี 2029 - 2033
อะไรอยู่เบื้องหลังของการร่วมมือกันครั้งนี้
ก่อนอื่นเราต้องย้อนกลับไปดูรากฐานเพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงนี้ถึงสะเทือนวงการ เพราะออสการ์ในยุคบุกเบิกในปี 1930 เริ่มต้นจากการถ่ายทอดสดผ่านวิทยุ หลังจากนั้นในปี 1953 จึงก้าวเข้าสู่หน้าจอโทรทัศน์ครั้งแรก ผ่านเครือข่าย NBC ซึ่งเป็นยุคขาวดำที่สร้างตื่นเต้นให้กับคนดูยุคนั้นอย่างมหาศาล
ปี 1976 ถูกเปลี่ยนมือไปยังสถานีโทรทัศน์ ABC ที่เข้ามารับช่วงต่อและสร้างประวัติศาสตร์ยาวนานร่วม 50 ปี ช่วงเวลานี้คือยุคเฟื่องฟูของ TV Event หรือรายการที่คนทั้งโลกต้องนั่งเฝ้าหน้าจอพร้อมกัน ออสการ์เคยทำเรตติ้งถล่มทลายสูงสุดถึงกว่า 50 ล้านคนในปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่ Titanic กวาดรางวัล
แต่เหตุการณ์เข้าสู่จุดพลิกผันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อตัวเลขผู้ชมทางทีวีดิ่งลงเหวจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จนแตะจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ออสการ์มองว่าการอยู่กับ ABC ต่อไปอาจหมายถึงการกอดคอกันจมลงไปพร้อมกับเรือลำเก่า
การตัดสินใจยกตัวเองไปสู่แพลตฟอร์มใหม่ในปี 2029 หลังจบงานครบรอบ 100 ปี ในปี 2028 จึงเป็นการปิดฉากตำนานทีวีเพื่อต่อลมหายใจให้ตัวรางวัลเอง
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนอะไร?
แน่นอนว่าดีลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเงินเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจใหม่ในโลกสื่อ
1.เพราะโทรทัศน์มีข้อจำกัดเรื่องพรมแดน และเวลาออกอากาศ แต่ YouTube ทำลายกำแพงเหล่านั้น การที่ออสการ์เลือก YouTube ทำให้ออสการ์มี Global Footprint ในทันที การถ่ายทอดสดฟรีทั่วโลกพร้อมซับไตเติ้ลหลายภาษา คือการแก้ Pain Point เรื่องลิขสิทธิ์ยิบย่อยในแต่ละประเทศที่ทำให้คนดูเข้าถึงยากในอดีต
2.ABC อาจจะให้ตัวเลขเรตติ้ง Nielsen ได้ แต่ YouTube ให้สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ First-party Data สถาบันฯ จะรู้ทันทีว่าใครดูอยู่ ดูจากประเทศไหน ช่วงไหนคนกดข้าม และช่วงไหนคนดูซ้ำ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยวางกลยุทธ์การตลาดในอนาคต
3
. ด้วยพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เชื่อว่าคงไม่ได้ดูการถ่ายทอดสดยาว 3 ชั่วโมงรวด แต่เสพผ่านคลิปสั้นซึ่ง YouTube ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุดในฐานะ Hybrid Platform ที่มีทั้ง Live Streaming และ Video on Demand ผู้ชมสามารถดูคลิปไวรัลของดาราที่ชอบ แล้วกดลิงก์เข้ามาดูสดต่อได้ทันที สร้าง Ecosystem ที่ทีวีทำไม่ได้
และไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นชุดราตรีบนพรมแดง หรือสินค้าที่สปอนเซอร์โชว์ แล้วกดสั่งซื้อหรือดูรายละเอียดได้ทันทีผ่านหน้าจอก็ได้
เมื่อพี่ใหญ่อย่างออสการ์ขยับ งานประกาศรางวัลอื่นอย่าง Grammys, Emmys หรือ Golden Globes ที่กำลังเผชิญวิกฤตเรตติ้งเช่นกัน จะต้องเร่งปรับตัวจนอาจเกิดสงครามการประมูลสิทธิ์ถ่ายทอดสดรอบใหม่ระหว่างแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Netflix, Prime Video, Disney+ เพื่อแย่งชิง Live Event เหล่านี้มาประดับบารมี
กรณีศึกษาของ Oscars ที่เลือก YouTube เป็นทางออกคือบทพิสูจน์สัจธรรมทางธุรกิจที่ว่า ความขลังของแบรนด์ ไม่สามารถต้านทานพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้
แม้การก้าวออกจาก Comfort Zone ของทีวี มาสู่สมรภูมิ Streaming ที่แข่งขันดุเดือด อาจเป็นความเสี่ยง แต่เป็นความเสี่ยงที่จำเป็นต้องทำ เพราะในทศวรรษหน้า ความยิ่งใหญ่ของงานอีเวนต์ไม่ได้วัดกันที่เรตติ้งหน้าจอทีวีอีกต่อไป แต่วัดกันที่การครองพื้นที่บนหน้าจอมือถือของคนทั้งโลก
จากการประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 17-18 ธันวาคม 2025 สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ (AMPAS) ได้ทำข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์กับ YouTube เพื่อเป็นพันธมิตรในการถ่ายทอดสดงานประกาศรางวัลออสการ์ (Academy Awards) โดยมีรายละเอียดข่าวที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. เริ่มถ่ายทอดสดปี 2029 เป็นต้นไป
YouTube จะได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดระดับโลกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive Global Rights) โดยเริ่มตั้งแต่งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 101 ในปี 2029 ไปจนถึงปี 2033
การตัดสินใจนี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Broadcast TV) ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
2. บอกลาช่อง ABC
สถานีโทรทัศน์ ABC ของดิสนีย์ ซึ่งถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดออสการ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1976 จะยังคงรับหน้าที่ถ่ายทอดสดต่อไปจนถึงปี 2028
ปี 2028 จะเป็นปีครบรอบ 100 ปีของรางวัลออสการ์ (100th Academy Awards) ซึ่งจะเป็นการจัดงานครั้งสุดท้ายบนหน้าจอ ABC ก่อนย้ายสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลเต็มตัว
3. รับชมฟรีทั่วโลก
สำหรับผู้ชมในสหรัฐอเมริกา จะสามารถรับชมผ่านทาง YouTube TV ได้ด้วย
การย้ายมายัง YouTube มีเป้าหมายเพื่อขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ชมในระดับสากลมากขึ้น โดยจะมีการรองรับฟีเจอร์คำบรรยาย (Closed Captioning) และระบบเสียงหลายภาษา (Multiple Languages Audio Tracks)
4. คอนเทนต์ครอบคลุมทุกมิติ
นอกเหนือจากการประกาศรางวัลหลักแล้ว YouTube จะเป็นศูนย์กลางของคอนเทนต์ทั้งหมดเกี่ยวกับออสการ์ ได้แก่:
การถ่ายทอดสดพรมแดง (Red Carpet)
เบื้องหลังการถ่ายทำ (Behind-the-scenes)
งานเลี้ยง Governors Ball
การประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล (Nominations Announcement)
5. เหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมผู้ชม: ยอดผู้ชมผ่านทางโทรทัศน์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แพลตฟอร์มสตรีมมิงเติบโตขึ้น
มูลค่าดีล: มีรายงานว่า YouTube ชนะการประมูลด้วยมูลค่าดีลที่สูงกว่าเก้าหลัก (มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แซงหน้าคู่แข่งอย่าง NBCUniversal และ Netflix
การเข้าถึงคนรุ่นใหม่: Neal Mohan (CEO ของ YouTube) ระบุว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับครีเอเตอร์และแฟนหนังรุ่นใหม่ทั่วโลก
การย้ายบ้านของออสการ์ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น "ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" (Seismic Shift) ของอุตสาหกรรมบันเทิงที่สะท้อนถึงอิทธิพลของบริษัท Big Tech ที่เข้ามามีบทบาทเหนือสื่อโทรทัศน์กระแสหลักครับ
ถึงแม้ภาพจำของคนรุ่นเรา (รวมถึงรุ่นพ่อแม่เราบางคน) จะผูกติด "ออสการ์" ไว้กับช่อง
ABC แต่ในประวัติศาสตร์จริงๆ มีการเปลี่ยนมือผู้ถ่ายทอดสดมาแล้ว ดังนี้ครับ:
1. ยุคบุกเบิกทีวี (NBC เป็นเจ้าแรก)- ปี 1953: การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ออสการ์ เกิดขึ้นบนช่อง NBC ครับ
- NBC ถือลิขสิทธิ์ยาวมาจนถึงปี 1960
2. ยุคแย่งชิง (สลับไปมา)- ปี 1961 - 1970: สิทธิ์ย้ายมาอยู่ที่ ABC ครั้งแรก (10 ปี)
- ปี 1971 - 1975: NBC กลับมาแย่งคืนไปได้อีก 5 ปี
3. ยุคผูกขาด (ABC ยาวนาน 52 ปี)- ปี 1976 - 2028: ตั้งแต่ปี 1976 เป็นต้นมา ABC ได้เซ็นสัญญาและถือครองลิขสิทธิ์ยาวนานต่อเนื่องแบบมาราธอนครับ
- นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่า "ออสการ์ = ABC" เพราะมันอยู่ช่องนี้มาเกือบ 50 ปีแล้ว เรียกได้ว่าอยู่มาตั้งแต่ยุคทีวีจอตู้ จนถึงยุคสมาร์ททีวีเลยทีเดียว
เกร็ดน่ารู้เพิ่มเติม:ก่อนหน้าที่จะมีโทรทัศน์ (ปี 1929 - 1952) งานประกาศรางวัลช่วงแรกๆ เป็นงานเลี้ยงปิด (Private Dinner) ที่มีการ
"ถ่ายทอดเสียงทางวิทยุ" เท่านั้นครับ
ดังนั้น การที่ออสการ์ย้ายไป
YouTube ในปี 2029 จึงถือเป็นการ
"ย้ายบ้านครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 50 ปี" และเป็นการจบยุคทีวีอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดครับ
การชิงลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดออสการ์ครั้งนี้ (ช่วงปี 2029–2033) ไม่ได้มีแค่ YouTube และ Netflix ที่ลงสนามครับ แต่ยังมี "ยักษ์ใหญ่" รายอื่นที่พยายามรักษาฐานที่มั่นและขยายอาณาจักรของตัวเองด้วย ข้อมูลจากรายงานการประมูลล่าสุด (ธันวาคม 2025) ระบุรายชื่อผู้เล่นตัวจริงดังนี้ครับ:
1. ABC (Disney) - เจ้าของบ้านเดิม- สถานะ: พ่ายแพ้การประมูล
- ความเคลื่อนไหว: Disney พยายามสู้ราคาเพื่อต่อสัญญายาวออกไป แต่เนื่องจากเรตติ้งทีวีที่ลดลงต่อเนื่อง ทำให้พวกเขาเสนอราคาที่ "รัดเข็มขัด" มากขึ้น (รายงานระบุว่าอยู่ที่ตัวเลข 8 หลักสูงๆ ประมาณ $80-90 ล้านต่อปี) ซึ่งน้อยกว่าที่เคยจ่ายอยู่เดิมที่ประมาณ $100 ล้านต่อปี
2. NBCUniversal (Comcast)- สถานะ: พ่ายแพ้การประมูล
- ความเคลื่อนไหว: NBC ซึ่งเคยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ออสการ์รายแรกสุดในประวัติศาสตร์ พยายามดึงงานนี้กลับมาเพื่อเสริมแกร่งให้แพลตฟอร์ม Peacock ของตัวเอง โดยยื่นข้อเสนอที่ใกล้เคียงกับ ABC แต่สุดท้ายก็สู้พลังเงินและจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกของ Google (YouTube) ไม่ไหว
3. Amazon (Prime Video)- สถานะ: มีข่าวลือว่าให้ความสนใจเบื้องต้น
- ความเคลื่อนไหว: Amazon เป็นอีกเจ้าที่รุกตลาด Live Sports และ Live Events หนักมาก (เช่น Thursday Night NFL) มีรายงานว่าพวกเขาแอบดูเชิงอยู่ แต่เนื่องจากทิศทางของ Amazon ในช่วงปลายปี 2025 เน้นไปที่การขยายบริการ Cloud ร่วมกับ Google และเน้นลงทุนในซีรีส์ฟอร์มยักษ์อย่าง Lord of the Rings มากกว่า จึงไม่ได้ทุ่มสุดตัวในดีลออสการ์
4. Apple (Apple TV+)- สถานะ: ไม่ได้เข้าร่วมประมูลอย่างเป็นทางการ
- ความเคลื่อนไหว: แม้จะเป็นเจ้าพ่อสตรีมมิงที่มีเงินสดล้นมือ แต่ Apple เลือกทางเดินที่ต่างออกไป คือเน้น "คุณภาพหนัง" เพื่อล่ารางวัลเอง (เหมือนที่เคยทำสำเร็จกับ CODA) มากกว่าจะเป็น "ผู้จัดแพลตฟอร์ม" ให้งานประกาศรางวัลครับ
ทำไม Apple ถึง "นิ่ง" ในดีลออสการ์รอบนี้?นักวิเคราะห์มองว่า Apple อาจจะเลือก
"ไม่ลงไปนัว" ในการประมูลออสการ์เพราะ:
- YouTube ให้ดูฟรี: เมื่อ YouTube เสนอโมเดล "ดูฟรีทั่วโลก" มันคือการทำลายกำแพง Paywall ที่ Apple (และ Netflix) ใช้เป็นหัวใจหลักในการหาเงิน สถาบันออสการ์ที่อยากได้ยอดคนดูจึงเลือก YouTube ทันที
- Apple เน้น Global Rights: ปกติดีลของ Apple จะพยายามเอาทั่วโลก (เหมือน MLS) แต่ลิขสิทธิ์ออสการ์มักจะมีความซับซ้อนเรื่องตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ (เช่น ในไทยเป็นเจ้าหนึ่ง ในอังกฤษเป็นอีกเจ้า) ซึ่ง Apple มักจะไม่ชอบดีลที่แตกย่อยแบบนี้