ในวันที่หลายแบรนด์เลือกขายภาพโกอินเตอร์ ดูหรู ดูอินเทรนด์ แต่สุรีย์พร แบรนด์เครื่องสำอางของคนไทย กลับเลือกขาย “ความบ้านๆ” แบบที่เป็นตัวเอง ไม่ใช่แค่การเลือกเซกเมนต์ตลาด แต่เป็นการเลือก “แฟกเมนต์” พื้นที่เล็ก ๆ ที่เจ้าของแบรนด์เข้าใจลึกที่สุด ทั้งความถนัด ความจริงใจ และความเป็นตัวตนที่ชัดเจน บนสนามแข่งขันที่เธอเล่นจริง ทำจริง และรู้จักดีที่สุด
สิ่งที่สุรีย์พรทำจึงไม่ใช่การพยายามเป็นแบรนด์สำหรับทุกคน แต่คือการเลือกยืนอยู่ในพื้นที่ที่ตัวเองถนัด ไม่ไล่ตามภาพลักษณ์ ไม่เร่งขยายไลน์สินค้า และไม่พยายามแข่งในเกมที่ตัวเองไม่ได้เปรียบ แนวคิดนี้เองที่กลายเป็นรากฐานของกลยุทธ์แฟกเมนต์ ซึ่งทำให้แบรนด์เล็ก ๆ สามารถเติบโตจนแตะระดับล้านชิ้นได้จริง
เรื่องราวของแบรนด์เริ่มต้นจาก อาย ณัฐธิดา สิงห์โท เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง “สุรีย์พร” ที่โด่งดังจากไวรัลบนแพลตฟอร์ม TikTok โดยมีสินค้าเพียง 2 อย่าง คือแป้งพัฟและคุชชั่น ชื่อแบรนด์ที่ฟังดูไม่เหมือนเครื่องสำอางนี้ มีที่มาจากชื่อของแม่ เธอเล่าว่าที่เลือกนำมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ เพราะเธอมองว่าความเชื่อในครอบครัวและความรักที่ได้รับคือสิ่งเดียวที่อยากให้ติดตัวไปตลอดเส้นทางธุรกิจ ชื่อนี้จึงเป็นทั้งความสิริมงคล และเป็นสัญลักษณ์ว่าเธออยากให้แม่อยู่กับทุกความสำเร็จในชีวิตของเธอ
เธอเล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเริ่มต้นว่า เธอเป็นคนต่างจังหวัดจากอุดรธานี เติบโตในครอบครัวเล็กๆ เรียนสายวิทย์-คณิตตามความหวังของพ่อแม่ว่าจะได้เป็นพยาบาล ก่อนทำงานที่โรงพยาบาลทหารในอุดรธานีเกือบสองปี ระหว่างนั้นเธอขายของออนไลน์ควบคู่กันไป คลิปที่ทำให้เธอเป็นไวรัลคือคลิปหวย ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ไม่สอดคล้องกับงานประจำ จนต้องเลือก ระหว่างความมั่นคง กับการทำสิ่งที่รัก และเธอเลือกสนามที่หัวใจเรียกหา นั่นคือการทำคอนเทนต์และขายของ
เมื่อยืนยันว่าจะเดินต่อในเส้นทางนี้ เธอรวบรวม Statement รายได้จากการขายออนไลน์ไปยืนยันให้ครอบครัวเห็นว่าการค้าขายออนไลน์สามารถเลี้ยงตัวเองได้จริง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการขอเวลา 1 ปีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ก่อนตัดสินใจลาออกตอนอายุ 23 และจับเงินล้านแรกในวัย 24

สุรีย์พรเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุนเพียง 40,000 บาท ผลิตสินค้าอย่างละ 100 ชิ้น ภายใต้ระบบ OEM เพราะอายเชื่อว่า “คนเก่งเรื่องผลิตควรทำหน้าที่นั้นไป เราเก่งเรื่องขายก็ทำให้ดีที่สุด” โดยแรกเริ่มเธอมีทีมงานเพียง 3 คน ก่อนจะขยายเป็น 50 คนในปัจจุบัน การเลือกไม่ลงทุนสร้างโรงงานเองตั้งแต่ต้น สะท้อนวิธีคิดเดียวกับแฟกเมนต์ คือการไม่แบกสิ่งที่ไม่ถนัด และโฟกัสเฉพาะสิ่งที่สร้างความได้เปรียบจริง
ปี 2566 คือปีที่แบรนด์เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ จากการที่พิมรี่พายนำสินค้าไปไลฟ์ แม้จะไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ราบรื่นนัก แต่เธอมองว่าพิมรี่พายคือ “No.1 ในใจ” เพราะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เมื่อเกิดความเข้าใจผิด เธอเลือกแก้เกมด้วยความจริงใจ ออกมาทำคลิปอธิบาย โชว์คุณภาพสินค้าแบบไม่กลัวเสียภาพ ถึงขั้น “ปาแป้งใส่หน้าตัวเอง” เพื่อพิสูจน์ และรับผิดชอบด้วยการแถมสินค้าให้ลูกค้าที่มีปัญหา
กลยุทธ์ของสุรีย์พรไม่ใช่การสู้ด้วยโปรโมชั่น แต่คือการเลือกสู้ด้วย “Content” อายทำคลิปเอง ไลฟ์เอง ตอบลูกค้าเอง และยึดความจริงใจเป็นจุดยืนหลัก รีวิวแรงไม่ทำให้ถอย เพราะเธอเปรียบแบรนด์ตัวเองเหมือนอาหารอีสาน รสจัด มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่สิ่งที่ทำให้เดินต่อได้คือการที่ลูกค้าจริงออกมาพูดแทนแบรนด์ และยืนยันว่าใช้ดีจริง
แม้จะมีสินค้าเพียงแป้งพัฟและคุชชั่นเป็นหลัก แต่ทั้งสองตัวถูกออกแบบจากความเข้าใจชีวิตจริงของผู้ใช้ เธอรู้ดีว่าคนเงินเดือน 9,000 บาทคิดอย่างไร มีกำลังซื้อแค่ไหน และไม่อยากรู้สึกผิดกับเงินในกระเป๋า สินค้าจึงต้องปกปิดได้จริง ทนจริง ใช้ได้ทุกวัน และมีราคาที่เข้าถึงได้
ผลลัพธ์คือคุชชั่นที่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม มียอดขายสะสมกว่า 2 ล้านชิ้น กำลังผลิต 100,000–200,000 ชิ้นต่อเดือน ส่วนแป้งพัฟที่เริ่มผลิตครั้งแรกเพียง 5,000 ชิ้น ปัจจุบันผลิตได้กว่า 2 ล้านชิ้นต่อปี และตั้งเป้าไปถึง 10 ล้านตลับต่อปี ลูกค้าเก่าคิดเป็น 52% สะท้อนว่าคนที่ซื้อส่วนใหญ่คือแฟนตัวจริงของแบรนด์ โดยตลาดหลักๆคือผู้หญิงต่างจังหวัด

บน TikTok ซึ่งเป็นบ้านของเธอมาตั้งแต่ยุคยังไม่มี TikTok Shop จนปัจจุบันเป็น TikTok Mall อายทำคลิปและไลฟ์แบบสั้น กระชับ โชว์ผลลัพธ์จริง ก่อน–หลังจริง มียอดขายสะสมบนแพลตฟอร์มกว่า 4.9 ล้านชิ้น และยอดขายรวมหลังตัดระบบตัวแทนอยู่ที่ราว 260 ล้านบาท
ในด้านยอดขายปี 2025 เธอตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านบาท มองว่าตลาดเครื่องสำอางในไทยยังใหญ่เกินตัว จากผู้หญิงไทยกว่า 40 ล้านคน เธอหวังว่าอย่างน้อย 20 ล้านคนจะได้ลองของเธอสักครั้ง และแม้หลายแบรนด์จะลุยตลาดต่างประเทศด้วยการมองหาคอนเนกชัน เธอเลือกให้ “โอกาสเป็นคนเลือกเรา” หาก TikTok หรือกระแสโลกพาไปไกลกว่านี้ก็พร้อมที่จะไป แต่ไม่รีบ ไม่เร่ง ไม่ฝืนความเป็นตัวเอง
เธอย้ำว่า เธอไม่ได้ต้องการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ แต่แข่งขันกับตัวเองทุกวัน เธอยืนยันว่า “ถ้าจะเป็นแบรนด์ใหญ่ก็ทำได้ ไม่เห็นยาก” เป้าหมายของเธอไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่คือการให้ครอบครัวสบาย อยากมีเงินจ้างแม่บ้าน และอยากทำงานแบบมีความสุขเหมือนเป็น DNA ของชีวิต
สุรีย์พรจึงไม่ใช่ตัวอย่างของแบรนด์ที่โตจากงบโฆษณาหรือภาพลักษณ์ แต่คือบทเรียนธุรกิจของการเลือกแฟกเมนต์ เลือกสนามที่ถนัด และยืนอยู่ตรงนั้นให้ลึกพอ จนตลาดต้องหันมามอง
“สุรีย์พรคือแบรนด์ที่ไม่จำเป็นต้องสูงใหญ่เท่าคนอื่น แต่มี “รากแก้ว” ของความจริงใจ ความพยายาม และความสม่ำเสมอที่แข็งแรงพอจะเติบโตได้ไม่รู้จบ เหมือนต้นไม้บ้านๆ ที่ดูธรรมดาแต่ยืนต้นทนที่สุดในวันที่ลมแรงที่สุด และนี่คือเส้นทางของผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกความบ้านๆ ที่ดันพาไปไกลกว่าที่เคยฝันไว้ด้วยซ้ำ” อาย ณัฐธิดา กล่าวทิ้งท้าย
