ว่ากันว่า ในธุรกิจร้านอาหารนั้น การมี Brand Portfolio ที่หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งในการทำตลาด แต่สิ่งที่จะเข้ามาตอบคำถามได้ดีว่า การทำตลาดประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนน่าจะอยู่ที่เรื่องของการบริหารแบรนด์ในพอร์ตที่ดีด้วย
เหมือนกับที่คุณณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ Central Restaurant Group (CRG) ให้สัมภาษณ์กับเราไว้อย่างน่าสนใจว่า การมีแบรนด์จำนวนมากไม่ใช่คำตอบ หากแบรนด์เหล่านั้นไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จริง หรือไม่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างยั่งยืน เพราะไม่ใช่ทุกแบรนด์ต้องโต และไม่ใช่ทุกแบรนด์ควรขยายต่อ
การบริหาร Brand Portfolio ในมุมมองของ CRG จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มแบรนด์ใหม่เข้าพอร์ต แต่คือการกล้าคัดเลือก และกล้าตัดสินใจว่าแบรนด์ไหนควรไปต่อ แบรนด์ไหนควรชะลอ หรือแบรนด์ไหนควรถอยบทบาทลง
เพราะในภาวะที่ต้นทุนสูงและกำลังซื้อเปราะบาง การปล่อยให้แบรนด์ที่ไม่ทำกำไรหรือไม่แข็งแรงพออยู่ในพอร์ตมากเกินไป เท่ากับดึงทรัพยากรของทั้งองค์กรลงไปโดยไม่จำเป็น ทั้งเงิน คน และเวลา CRG จึงกลับมาดูพอร์ตแบรนด์ทั้งหมดใน เชิงลึกมากขึ้น ไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่รวมถึงโครงสร้างต้นทุน ศักยภาพการเติบโต และความสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมถึงยอมปิดร้านข้าวหน้าเทมปุระอย่างแบรนด์เทนยะ (Tenya) ที่เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2558 แต่หลังจากเปิดให้บริการมา 10 ปี และพบว่าไม่ค่อยเหมาะกับตลาดบ้านเรา จึงประกาศปิดตัวลงไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา
ในทางตรงกันข้าม แบรนด์ที่ทำตลาดได้ดีก็ถูกให้ความสำคัญ พร้อมพัฒนารูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้าง New S – Curveให้กับแบรนด์ ซึ่งตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างโอโตยะ (OOTOYA) ที่ล่าสุด CRG เพิ่งประกาศถึงความสำเร็จในฐานะเป็นแบรนด์ในพอร์ตที่สามารถทำยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท

ธีราพร จันทร์หา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แบรนด์โอโตยะ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) บอกว่า ความสำเร็จของโอโตยะในการทำยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนการเติบโตของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือของทีมงานทุกฝ่าย ความตั้งใจในการทำงาน และความเชื่อมั่นร่วมกันของพนักงาน และผู้บริหาร ที่มุ่งพัฒนาโอโตยะให้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ลูกค้าเชื่อถือและเลือกใช้บริการเสมอ ทั้งในด้านคุณภาพอาหาร รสชาติ และความใส่ใจต่อสุขภาพในทุกมื้อ โดยในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา โอโตยะได้วางกลยุทธ์การเติบโตอย่างชัดเจนโดยให้ความสำคัญกับการขยายสาขาในทำเลศักยภาพ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในหลากหลายพื้นที่
ขณะที่การเปิดสาขาใหม่นั้น ในปี 2568 โอโตยะได้เปิดสาขาใหม่รวม 5 สาขา ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 58 สาขา ครอบคลุมทำเลที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงพื้นที่ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการ ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถขยายฐานลูกค้าและสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น โอโตยะยังเดินหน้ายกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหาร ด้วยการเปิดตัวคอนเซ็ปต์ร้านใหม่ “OOTOYA TOKUSEN” เพื่อตอบรับโอกาสในการขยายฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียม ผ่านเซตเมนูอาหารญี่ปุ่นแท้ที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ปรุงอย่างพิถีพิถัน พร้อมบรรยากาศร้านที่ยกระดับให้เหมาะกับมื้อพิเศษ ทั้งนี้ โอโตยะยังคงรักษามาตรฐานเมนูเดิม ราคาเดิมในทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้เช่นเดิม
การเปิดคอนเซ็ปต์ร้านใหม่ในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเจาะตลาดพรีเมียมที่ยังมีเทรนด์การเติบโตที่น่าสนใจ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อยังมีการใช้จ่ายต่อเนื่อง โดยคนกลุ่มนี้มีการมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากร้านอาหาร รวมถึงต้องการอาหารญี่ปุ่นคุณภาพ จึงกลายเป็นอีกโอกาสทางการตลาดที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับแบรนด์โอโตยะ
ปัจจุบัน OOTOYA TOKUSEN เปิดให้บริการแล้ว 4 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัล พระราม 2 และเซ็นทรัล พระราม 9 และมีแผนขยายเพิ่มเติมมากกว่า 10 สาขาในปีถัดไป ซึ่งจะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว

ด้านผลิตภัณฑ์นั้น โอโตยะยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมนูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอเมนูรูปแบบใหม่อย่าง Hand Roll เมนูพิเศษจากปลาไหลอุนางิ รวมถึงขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย เพื่อเติมเต็มประสบการณ์มื้ออาหารให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดสินค้าในรูปแบบของขวัญ เช่น OOTOYA MATCHA SET เพื่อตอบรับกระแสมัทฉะ และการส่งต่อสุขภาพดีในแบบฉบับญี่ปุ่น
ส่วนการสร้าง New S -Curve ให้กับแบรนด์นี้ โอโตยะมีการขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ OOTOYA OKI Shabu & Sukiyaki เพื่อเข้าสู่ตลาดชาบู–สุกี้ยากี้ที่กำลังเติบโต โดยชูจุดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์ “ซุปชาบูมันปูแห่งแรกในประเทศไทย” เสิร์ฟปูซูไวทั้งตัวในหม้อชาบู เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าด้วยความเชื่อมั่นในมาตรฐานคุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการที่โอโตยะยึดมั่นมาโดยตลอด
ความสำเร็จในการสร้างยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาทในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์โอโตยะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเป้าหมายสำคัญและทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนขององค์กร พร้อมเดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาความเป็นผู้นำร้านอาหารญี่ปุ่นคุณภาพในตลาดประเทศไทยอย่างมั่นคงต่อไป
ที่สำคัญ ยังเป็นตัวที่ช่วยสะท้อนให้เห็นภาพของการบริหาร Brand Portfolio ของ CRG ที่พร้อมจะตัดแบรนด์ที่ไม่เวิร์กออกจากตลาด หรือเดินหน้าทุ่มสรรพกำลังให้กับแบรนด์ที่มีโอกาสเติบโตได้อย่างเต็มที่...