เทรนด์ “Glass Skin” หรือผิวที่ดูชุ่มชื้น อิ่มน้ำ และเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ กำลังกลายเป็นหนึ่งในฟิลเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมความงามทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นในวัฒนธรรม K-Beauty ของเกาหลีใต้ วันนี้ Glass Skin ไม่ได้เป็นเพียงกระแสความงามบนโซเชียลมีเดีย แต่กำลังขยับสถานะขึ้นมาเป็น “โครงสร้างความต้องการใหม่” ของตลาดสกินแคร์ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 4แสนล้านบาท
Glass Skin สะท้อนการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน จากยุคที่ความสวยถูกนิยามผ่านการปกปิดด้วยเครื่องสำอาง ไปสู่ยุคที่ผิวสวยหมายถึงผิวที่ “ดูสุขภาพดีจริง” แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับความชุ่มชื้น ความเรียบเนียน และความกระจ่างใสจนเกือบโปร่งแสง มากกว่าผิวที่ขาวหรือเนียนแบบฉาบฉวย ผิวที่เปล่งประกายเช่นนี้จึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลตัวเอง ไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพ และความงามในระยะยาว
ที่มาของเทรนด์แนวคิด "Glass Skin" มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบันที่ต้องการสะท้อนถึงผิวที่ดูสุขภาพดีอย่างแท้จริง โดยเน้นที่ความชุ่มชื้น ความเรียบเนียน และความกระจ่างใสจนเกือบจะโปร่งแสง ซึ่งแตกต่างจากการปกปิดด้วยเครื่องสำอางในอดีต ความนิยมนี้แพร่หลายไปทั่วโลกผ่านอิทธิพลของ K-Pop, K-Drama และบิวตี้บล็อกเกอร์บนแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ TikTok ผู้บริโภคในปัจจุบันมองว่าผิวที่เปล่งประกายเช่นนี้เป็นสัญลักษณ์ของการดูแลตัวเองและสุขภาพผิวที่ดี
ในเชิงธุรกิจ Glass Skin ถูกมองว่าเป็น “น่านน้ำใหม่” ที่ยังเปิดกว้าง ตลาดผลิตภัณฑ์ความงามที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์นี้ในระดับโลกคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้า ขณะที่ในประเทศไทย ผู้เล่นรายใหญ่เริ่มขยับตัวอย่างชัดเจน เช่น การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ของ Boots อย่าง No7 Good Intent เพื่อตอบโจทย์ผิวสุขภาพดีและความต้องการสกินแคร์ที่อ่อนโยนโดยเฉพาะ
โอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์ Glass Skin กระจายอยู่ในหลายมิติ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความชุ่มชื้นและการฟื้นฟูเกราะผิว โดยใช้ส่วนผสมอย่าง Hyaluronic Acid, Niacinamide และสารสกัดจากธรรมชาติ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไฮบริด เช่น เมคอัพที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์และกันแดดในตัวเดียว นอกจากนี้ ตลาดยังเปิดกว้างไปสู่กลุ่มผู้ชายและผลิตภัณฑ์ Unisex สะท้อนการเปลี่ยนทัศนคติที่ผู้ชายหันมาใส่ใจการดูแลผิวมากขึ้น
อีกหนึ่งสนามแข่งขันที่กำลังเติบโต คือการบูรณาการ Beauty Tech เข้ากับสกินแคร์ ไม่ว่าจะเป็น AI วิเคราะห์สภาพผิว การแนะนำรูทีนเฉพาะบุคคล หรืออุปกรณ์ดูแลผิวที่ใช้ที่บ้านร่วมกับผลิตภัณฑ์ประจำวัน ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์จาก “การซื้อสินค้า” ไปสู่ “การดูแลผิวแบบเป็นระบบ”
เมื่อมองภาพการแข่งขัน ตลาดสกินแคร์ไทยถือว่าดุเดือดอย่างยิ่ง แบรนด์ต่างชาติ โดยเฉพาะจากเกาหลี ญี่ปุ่น และตะวันตก ยังคงครองตลาดพรีเมียมและมีบทบาทในการกำหนดเทรนด์ ขณะเดียวกัน แบรนด์ไทยก็รุกหนัก โดยใช้ความได้เปรียบด้านความเข้าใจสภาพผิวคนไทย ส่วนผสมท้องถิ่น และราคาที่เข้าถึงง่าย บางแบรนด์สื่อสารตรงไปตรงมาด้วยการหยิบคำว่า “Glass Skin” มาเป็นแกนหลักของแบรนด์ ขณะที่บางรายเลือกสร้างความแตกต่างผ่าน Clean Beauty และความอ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่าย
ในแง่ผู้นำตลาด ภาพรวมยังไม่มีแบรนด์ใดครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจากตลาดแบ่งออกเป็นหลายเซ็กเมนต์ แต่กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง L'Oréal (ลอรีอัล) หนึ่งในผู้นำตลาดความงามในไทยและของโลก โดยมีแบรนด์ในเครือมากมายครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Mass ไปจนถึง Premium เช่น Garnier, L'Oréal Paris, Lancôme และ La Roche-Posay ซึ่งแบรนด์ La Roche-Posay เองก็ตั้งเป้าเป็น 1 ใน 3 แบรนด์สกินแคร์ที่ยอดขายสูงสุดในไทย
หรือ Estée Lauder (เอสเต ลอเดอร์) เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นหลักในตลาดพรีเมียม โดยมีแบรนด์ดังอย่าง SK-II, Clinique และ Kiehl's อยู่ในเครือ และ Beiersdorf (ไบเออร์สด๊อรฟ) เจ้าของแบรนด์ Nivea ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่ม Mass Brand เป็นต้น
ขณะที่แบรนด์ไทยอย่าง ศรีจันทร์ (Srichand) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มแป้งฝุ่น และยังเป็นแบรนด์ไทยอันดับ 1 ในกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวหน้า (จากข้อมูล NielsenIQ) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผิวคนไทยและเทรนด์ เช่น Srichand Skin Moisture Burst Gel Cream หรือแบรนด์ Skinsista (สกินซิสต้า) แบรนด์ไทยอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้มีปัญหาสิว และกำลังขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด Glass Skin ไม่ใช่แฟชั่นความงามชั่วคราว แต่คือสัญญาณการเปลี่ยนของตลาด จากการแข่งขันด้วยคำเคลมและภาพลักษณ์ ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเข้าใจผู้บริโภคในระยะยาว แบรนด์ที่อ่านเกมขาดจะไม่ขายแค่ “ผิวฉ่ำ” แต่ขายความสัมพันธ์ระยะยาวกับผิวของลูกค้า และนั่นคือโอกาสที่แท้จริงของตลาดสกินแคร์ไทยในยุคถัดไป