หนึ่งในความท้าทายของโลกธุรกิจยุคใหม่ที่องค์กรต่างๆ ต้องเผชิญ คือ เรื่องของ "บุคลากร" ที่มาในรูปแบบใหม่ โจทย์สำคัญของผู้นำองค์กรวันนี้จึงไม่ใช่แค่การจ่ายผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่ต้องสามารถตอบคำถามให้ได้ว่า …
"เราจะสร้างความหมายในการทำงานให้พนักงานได้อย่างไร?"
ข้อมูลล่าสุดจาก Deloitte Global 2025 สะท้อนนัยสำคัญทางธุรกิจที่น่าสนใจว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญสูงสุดกับ "การทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย" (Purpose-driven work) กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) ตัดสินใจพลิกเกม HR ครั้งใหญ่ ด้วยการยกระดับ "งานจิตอาสา" จากกิจกรรมเพื่อสังคมสู่กลยุทธ์หลักในการบริหาร "Human Capital"

ริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ฉายภาพวิสัยทัศน์เบื้องหลังโครงการ "UOB Heartbeat Volunteerism" ไม่ใช่เพียงการทำ CSR ในรูปแบบเดิม แต่คือการบูรณาการเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาคน (People Development) เข้ากับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact) โดยเปลี่ยนบทบาทพนักงานจาก "คนทำงาน" (Workers) สู่การเป็น "ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง" (Changemakers) ให้กับชุมชน
การเปลี่ยน "กิจกรรม" เป็น "กลยุทธ์" เกิดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2568 สะท้อนความสำเร็จผ่านตัวเลข Employee Engagement ที่แข็งแกร่ง โดยมีพนักงานเข้าร่วมกว่า 3,800 คน (50% ของพนักงานประจำ) ร่วมกันสร้างชั่วโมงจิตอาสากว่า 18,000 ชั่วโมง และส่งต่อคุณค่าสู่ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ
จุดตัดความสำเร็จของ UOB คือการนำแนวคิด "จิตอาสาที่ใช้ทักษะวิชาชีพ" (Skills-based Volunteering) มาขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการลงแรงกาย เป็นการส่งเสริมให้พนักงานนำ "Core Competency" หรือความเชี่ยวชาญในงาน มาแก้ปัญหาให้ชุมชน
แนวคิด "จิตอาสาที่ใช้ทักษะวิชาชีพ" (Skills-based Volunteering) กลายเป็นนวัตกรรมของการ "ให้" ที่ได้ผลลัพธ์ 2 ทาง พร้อมสร้าง Eco-system แบบ Win-Win ประกอบด้วย 1.ชุมชน ได้รับโซลูชันที่ยั่งยืนและตรงจุด
2.พนักงาน ได้สนามฝึกทักษะจริง พร้อมพัฒนา "Empathy" เป็น Soft Skill ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

“งานอาสาคือสะพานเชื่อมโอกาสที่เราได้รับและส่งต่อไปยังผู้อื่น การได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น รอยยิ้มของเด็กๆ ทำให้เราตระหนักว่า ทักษะที่เรามีสามารถสร้างคุณค่าให้ผู้อื่นได้ และสิ่งนี้เองที่เติมเต็มความหมายให้กับการทำงานในทุกๆ วัน" นี่คือหนึ่งในเสียงสะท้อนจากตัวแทนพนักงาน UOB
ชาร์ด กล่าวเสริมว่า การพัฒนาศักยภาพคนในยุคใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเทรนนิ่ง แต่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้ลงมือทำจริง (Learning by Doing) การทำงานกับชุมชนช่วยให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง (Self-Esteem) และเชื่อมโยงสิ่งที่ทำทุกวันเข้ากับบริบททางสังคม
เพื่อให้กลยุทธ์นี้จับต้องได้จริง UOB ได้ประกาศใช้นโยบาย "Volunteer Leave" อนุญาตให้พนักงานลางานเพื่อไปทำจิตอาสาได้ปีละ 3 วัน โดยไม่นับเป็นวันลาพักร้อน นโยบายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้พนักงานบริหารจัดการ Work-Life Balance ได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากองค์กรว่า ...
"เราให้ความสำคัญกับการให้อย่างแท้จริง” ริชาร์ด กล่าว