ปีที่ผ่านมา ภาพที่เริ่มชัดขึ้นในอุตสาหกรรมร้านอาหารไทย คือการที่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “หน้าร้าน” อีกต่อไป หลายรายเริ่มขยับเข้าสู่ชั้นวางสินค้าในโมเดิร์นเทรด เพื่อสร้าง Brand Visibility และเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น
เราเริ่มเห็นแบรนด์นำเมนูของร้านออกไปทำเป็นสินค้าเข้ารีเทล ไม่ว่าจะเป็น สุกี้ตี๋น้อย ที่นำชุดผักสุกี้เข้าไปวางขายใน Lotus’s หรือ Sizzler ที่แตกเมนูสลัดสูตรเฉพาะออกไปอยู่ในช่องทางเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าเป็นการย้ายประสบการณ์แบรนด์จากโต๊ะอาหารในร้าน ไปสู่การบริโภคที่บ้าน
การเคลื่อนไหวลักษณะนี้สะท้อนโจทย์เดียวกันของร้านอาหารยุคใหม่ นั่นคือการทำให้แบรนด์ยังถูกมองเห็น แม้ในวันที่ลูกค้าไม่ได้เดินเข้าห้าง เพราะเมื่อการแข่งขันสูงขึ้น และตัวเลือกในชีวิตผู้บริโภคเพิ่มขึ้น การรอให้ลูกค้ามาเจอแบรนด์ที่ร้านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
บาร์บีคิวพลาซ่าจึงเลือกใช้กลยุทธ์เดียวกัน ผ่านการนำน้ำจิ้มซิกเนเจอร์ของร้านออกมาพัฒนาเป็นสินค้า ‘น้ำจิ้ม GON กระทะ’ วางจำหน่ายในช่องทางรีเทล เพื่อให้รสชาติที่ผู้บริโภคคุ้นเคยจากการทานที่ร้าน สามารถถูกพกกลับไปใช้ที่บ้านได้จริง และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้าง Brand Visibility นอกพื้นที่ห้างไปพร้อมกัน
คุณรัฐ ตระกูลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด อธิบายว่า “วันนี้ร้านอาหารไม่ได้แข่งกันแค่ในร้าน เราแข่งในทุกโมเมนต์ของชีวิตลูกค้า ถ้าวันไหนเขาไม่ได้มาที่ร้าน คำถามคือแบรนด์เรายังไปโผล่ในชีวิตเขาได้ไหม การเอาโปรดักต์ของร้านออกไปอยู่ข้างนอก มันคือการทำให้แบรนด์ยังมีตัวตนอยู่กับเขา แม้ไม่ได้อยู่ที่โต๊ะอาหาร”
น้ำจิ้มจึงเป็นกลยุทธ์ในการต่ออายุความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และเป็นการขยายพื้นที่ของแบรนด์จากร้านอาหารสู่ครัวของลูกค้าโดยตรง ซึ่งเมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่าร้านอาหารกำลังขยับจากธุรกิจ Service ไปสู่ Food Brand ที่สามารถอยู่ได้หลายช่องทางมากขึ้น และสำหรับแบรนด์ที่มีความแข็งแรงด้านตัวตนอย่างบาร์บีคิวพลาซ่า การออกไปอยู่บนเชลฟ์จึงไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย แต่เป็นการทำให้แบรนด์ยัง “ถูกเห็น” และ “ถูกนึกถึง” อยู่เสมอในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้เข้ามาที่หน้าร้านเหมือนในอดีต เพราะทุกครั้งที่ผู้บริโภคเดินผ่านชั้นซูเปอร์มาร์เก็ต เขาจะพบบาร์บีคิวพลาซ่าอยู่ในพื้นที่เดียวกับสินค้าในชีวิตประจำวัน กลายเป็น Visibility ที่ทำงานแทนสื่อโฆษณาได้โดยตรง
คุณรัฐ อธิบายเสริมถึงเหตุผลของการขยับครั้งนี้ว่า “ร้านอาหารคนต้องเดินมาหาเรา แต่รีเทลคือเราเดินไปหาลูกค้า โอกาสในการมากินในร้านมันไม่ใช่ทุกวัน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือการพาแบรนด์ไปอยู่ที่บ้านเลย แน่นอนว่า ยอดขายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้ชัดมากคือ Visibility เพราะมันทำให้เห็นหน้าเราในอีกพื้นที่หนึ่ง ไม่ต้องรอให้ลูกค้าเข้าร้านอย่างเดียว”
การที่น้ำจิ้มของบาร์บีคิวพลาซ่าวางอยู่ทั้งใน Gourmet Market และ Tops เท่ากับแบรนด์ได้พื้นที่ใหม่ในการสร้าง Brand Recall จากเดิมที่อยู่เฉพาะบนโต๊ะอาหารในห้าง สู่การเข้าไปอยู่ในครัวและมื้ออาหารที่บ้านนั่นยังหมายถึงการยืดประสบการณ์ของแบรนด์ออกไปนอกช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้าร้าน เพราะเมื่อสินค้าอยู่ในบ้าน ลูกค้าจะพบแบรนด์ซ้ำ ๆ โดยไม่ต้องรอ Occasion ใหญ่เหมือนเดิม
คุณรัฐมองว่านี่คืออีกก้าวสำคัญของการทำให้แบรนด์ร้านอาหารมีบทบาทใกล้เคียงกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพราะอยากให้ทุกบ้านมีบาร์บีคิวพลาซ่าอยู่ มันคงดีกว่าให้ลูกค้าอยู่กับเราแค่ในร้าน แต่คือการทำให้แบรนด์อยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตเขา
ท้ายที่สุด ทุกแบรนด์ต่างกำลังตอบโจทย์เดียวกัน คือการทำให้แบรนด์ยังคงมีตัวตนในชีวิตผู้บริโภค แม้ไม่ได้อยู่ในห้างหรือบนโต๊ะอาหารของร้านอีกต่อไป เพราะในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ร้าน หากเกิดขึ้นในทุกช่วงเวลาของชีวิต
นี่คือสัญญาณสำคัญว่าร้านอาหารยุคใหม่ไม่ได้คิดแค่จะดึงลูกค้าเข้าร้านเพียงอย่างเดียว หากกำลังพาแบรนด์ออกไปอยู่ในบ้าน ในครัว และในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ในสนามที่ทุกคนขาย “อาหารเหมือนกัน” แบรนด์ที่อยู่รอดได้ระยะยาว คือแบรนด์ที่ยังถูกเห็น ถูกนึกถึง และยังมีบทบาทในชีวิตผู้บริโภค แม้ในวันที่เขาไม่ได้เดินเข้าร้านเลยก็ตาม…