หนึ่งในเทรนด์ใหม่เชิงสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง คือเรื่องของ “ลองจิวิตี้” (Longevity) หมายถึงศาสตร์และแนวคิดการดูแลสุขภาพที่มุ่งเน้นการมี “อายุยืนอย่างมีคุณภาพ” (Healthy Longevity) เป็นกระแสที่กำลังขยายวงจากเวทีสัมมนาเชิงการแพทย์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับชาติ ที่ช่วยขยายความ Longevity ไปสู่แวดวงธุรกิจการตลาด และกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องของสุขภาพ ทำให้มองเห็นแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการก้าวสู่ยุค “สังคมผู้สูงวัย” (Silver Aging) ของประเทศไทย ทำให้คนไทยได้ทำความรู้จักกับคำนี้มากขึ้น
Longevity ในทางการแพทย์เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เริ่มนำมาพูดถึงในเชิงลึกมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กับแนวคิด “การมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น” ด้วยการแสวงหาวิธีการที่จะทำให้การมีชีวิตอยู่ด้วย “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม” โดยในปี 2023 มีการเผยแพร่หนังสือ Outlive: The Science & Art of Longevity โดย Dr. Peter Attia แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและ Longevity ในปีเดียวกัน Netflix สตรีมมิ่งสารคดีชุด Live to 100: Secrets of the Blue Zones ของ Dan Buettner นักสำรวจและนักเขียนด้าน Longevity ที่เดินทางไปสำรวจชุมชนคนอายุยืน เพื่อหา “เคล็ดลับ” การดำรงชีวิตที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้กระแส Longevity กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น

อายุยืนแบบมีคุณภาพ Lifespan = Healthspan
วันนี้ Longevity ขยับเข้ามาเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น และกำลังเป็นกระแสหลักที่ขับเคลื่อนเรื่อง Health & Wellness ในประเทศไทย โดยหัวใจของ Longevity เกี่ยวข้องกับคำ 2 คำ คือ คำว่า “อายุขัย” (Lifespan) จำนวนปีของการมีชีวิต และคำว่า “อายุสุขภาพ” (Healthspan) จำนวนปีที่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจำนวนปีของคำทั้ง 2 คำนี้ ควรมีระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันหรือเท่ากัน แต่ที่ผ่านมาช่องว่างของ Lifespan และ Healthspan ของคนไทยมีค่าเฉลี่ยที่ต่างกันถึง 10 ปี หมายความว่า คนไทยใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตอยู่กับการเจ็บป่วยเป็นเวลานานก่อนเสียชีวิต
เป้าหมายของ Longevity ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ให้ได้ถึง 100 ปี แต่คือการทำให้ช่วง Healthspan ใกล้เคียงกับ Lifespan มากที่สุด หรือลดช่วงเวลาเจ็บป่วยให้สั้นที่สุด โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิด จากการรอให้เกิดโรคก่อนแล้วค่อยทำการรักษา (Reactive Medicine) มาสู่แนวคิด การดูแลสุขภาพเชิงรุกและฟื้นฟูร่างกายต่อเนื่อง (Proactive & Regenerative Healthcare) ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ทางการแพทย์
โจทย์สำคัญ คือการยืดช่วงเวลา "การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ" ให้ได้นานที่สุด ดังนั้น "ความเป็นอยู่ที่ดี” (Wellness) จึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต คำว่า “ความเป็นอยู่ที่ดี” จึงไม่ใช่แค่ไลฟ์สไตล์ แต่เป็นเมกะเทรนด์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่ง Wellness ไทยกำลังถูกยกระดับไปสู่ "Wellness Economy 5.0" แนวคิดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการดูแลชีวิตแบบองค์รวม เพื่อให้ Healthspan และ Lifespan ยืนยาวไปพร้อมกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ 1 ในเสาหลักสำคัญของ Wellness Economy 5.0 คือเรื่องของ Longevity ที่เชื่อมโยงถึง Healthspan > Lifespan กับเป้าหมายที่มุ่งเน้นให้คนไทยมีอายุสุขภาพที่ยาวขึ้นอย่างน้อยอีก 10 ปี ผ่านการกินดี อยู่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาภาพจิตไม่ให้ถดถอยไปก่อนวัยอันควร
เมื่อมองโดยภาพรวมจะพบว่า Longevity มีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตผู้บริโภคในหลายมิติ ได้แก่ อาหารและโภชนาการ เปลี่ยนจากการเน้นอิ่มอร่อยมาเป็นอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน การดูแลสุขภาพเชิงรุก ที่เน้นการวิเคราะห์สุขภาพเฉพาะบุคคลมากขึ้น การสร้างมาตรฐานการใช้ชีวิต ที่มีสมดุลทั้งเรื่องงานและการพักผ่อน เน้นความงามเชิงสุขภาพที่เริ่มจากภายใน การวางแผนการเงินและชีวิตหลังเกษียณ ที่ต้องคิดไกลขึ้นเพราะชีวิตยืนยาวขึ้นทำให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น และ เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เช่น การใช้แอป สมาร์ทวอทช์ ไปจนถึงเทคโนโลยีโภชนาการ และฟิตเนสที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
สิ่งเหล่านี้ สะท้อนภาพว่า Longevity ไม่ใช่เทรนด์เพียงบางส่วน แต่เป็น Lifestyle Ecosystem ใหม่ที่ผู้บริโภคใช้ในการออกแบบชีวิตตัวเองในระยะยาว

Healthy Longevity เทรนด์นี้ของคนทุกเจน
จากข้อมูลของ CMMU ระบุว่า Longevity ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของผู้สูงวัยแต่เป็นเรื่องของคนทุกเจนเนอเรชั่น เพราะคนรุ่นใหม่กำลังให้ความสนใจกับเทรนด์นี้เช่นกัน โดย CMMU ทำวิจัยทางการตลาดกับกลุ่มตัวอย่างหลายเจนเนอเรชั่น (Gen X, Y และ Z) จำนวน 450 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น และเริ่มผนวกกิจกรรมดูแลตัวเองเข้าไปในวิถีการใช้ชีวิตในทุกวันจนเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมประจำวัน แม้ว่าทุกช่วงวัยจะให้ความสำคัญกับสุขภาพเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือแรงจูงใจ ช่องทางในการค้นหาข้อมูล และรูปแบบการใช้จ่ายด้านสุขภาพ
รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ให้ข้อมูลว่า แหล่งข้อมูลด้านสุขภาพของคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Y คือช่องทางออนไลน์ โดย Facebook ที่มีอิทธิพลสูงสุดถึง 18.23% ขณะที่ Gen X เน้นการหาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ และเลือกใช้ช่องทางออฟไลน์ เช่น คลินิก โรงพยาบาล หรือร้านขายยา เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญถึง 22.27% สะท้อนแนวคิดเรื่อง “การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกินอาหารที่ดี หรือการออกกำลังกาย แต่ครอบคลุมไปถึงการดูแลสุขภาพจิต การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม กลายเป็นองค์ประกอบหลักของไลฟ์สไตล์คนไทยยุคใหม่
“วันนี้คนไทยทุกช่วงวัยกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “การรักษาเมื่อเจ็บป่วย” ไปสู่ “การลงทุนเชิงรุกเพื่อสุขภาพและอายุยืน” ครอบคลุมทั้งโภชนาการ การออกกำลังกาย สุขภาพจิต และกิจกรรมชุมชนเพื่อสร้างวินัยด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน โดย Gen Y และ Gen X เป็นกำลังซื้อหลักที่ผลักดันตลาดสุขภาพทั้งในหมวดอาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฟิตเนส และบริการ Longevity แบบองค์รวม ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะช่วยให้แบรนด์ออกแบบระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างแท้จริงทั้งในมิติของกาย ใจ และชุมชน เป็นรากฐานเศรษฐกิจอายุยืนของประเทศไทยในอนาคต”
ด้านกำลังซื้อ พบว่า Gen Y และ Gen X เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุด ทั้งในส่วนของอาหารเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส วิตามิน ไปจนถึงบริการดูแลสุขภาพเฉพาะทาง สะท้อนให้เห็นว่าคนทั้ง 2 เจน เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดสุขภาพในปัจจุบัน โดยผลสำรวจยังพบว่า การกินเพื่อสุขภาพกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของคนไทย ซึ่งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหนึ่งมื้อของอาหารสุขภาพแต่ละเจนแตกต่างกัน Gen Z เฉลี่ยประมาณ 262 บาทต่อมื้อ Gen Y เฉลี่ย 320 บาทต่อมื้อ และ Gen X เฉลี่ย 297 บาทต่อมื้อ
ด้านความสนใจต่อบริการด้านอายุยืน (Longevity Services) ยังขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Longevity Centre) รีทรีตเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ (Longevity Retreat) หรือที่พักอาศัยเพื่อการมีอายุยืน (Longevity Residence) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามช่วงวัย ได้รับความสนใจมากกว่า 70% ในทุกช่วงวัย สะท้อนความต้องการดูแลสุขภาพในเชิงลึกและยั่งยืนที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมไทย
“แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์โดยยึดตามพฤติกรรมของแต่ละเจเนอเรชันมากกว่าการแบ่งตามประเภทสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพ และการดูแลสุขภาพจิต โดยกลุ่ม Gen Y และ Gen X ยังเป็นกำลังซื้อหลักที่ขับเคลื่อนรายได้ของธุรกิจสุขภาพ ขณะที่กิจกรรมแบบชุมชนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำคนเดียวอย่างมีนัยสำคัญ และบริการด้านอายุยืน (Longevity Services) ถูกมองว่าเป็นตลาด S-curve ใหม่ที่กำลังเติบโต” รศ.ดร.พัลลภา กล่าว

Longevity Economy สร้างอิมแพคระดับมหภาค
บนเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) หัวข้อ Prompt the Future: The Power of Wellness Economy มีการกล่าวถึงโอกาสทางการตลาดของธุรกิจ Wellness หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (กาย ใจและจิต) ตามแนวคิดเรื่อง Longevity และ Wellness เป็นเรื่องที่ครอบคลุมทุกมิติทั้งการใช้ชีวิต การท่องเที่ยวและพักผ่อนเชิงสุขภาพ
Wellness เชื่อมโยงกับ Longevity เพราะคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีองค์ประกอบ 3 เรื่อง คือ 1.สุขกาย (Physical Health) 2.สุขใจ (Mental Health) และ 3.สุขจิต (Spiritual Health) ในมุมของโรงพยาบาลอาจเน้นรักษาความเจ็บป่วยทางกาย (Sick Care) แต่ Wellness ครอบคลุมไปถึงเรื่องจิตใจและจิตวิญญาณร่วมกัน
นพ.ตนุพล วุรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวลการ จำกัด (มหาชน) กล่าวแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันคนทั่วโลกมีอายุขัย (Lifespan) โดยเฉลี่ย 73.6 ปี แต่ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี (Healthspan) กลับมีแค่ 63.6 ปี สะท้อนว่าแม้การแพทย์จะเจริญก้าวหน้าแต่คนส่วนใหญ่ยังมีช่วงเวลาที่อยู่กับความเจ็บป่วยยาวนานกว่า 10 ปี ก่อนเสียชีวิต
“ที่ผ่านมาเราไม่ได้เน้นการป้องกัน อายุยืนได้เพราะได้ยาดี ประชาชนเอาสุขภาพไปฝากไว้กับแพทย์มากเกินไป โลกกำลังเปลี่ยนจาก Reactive สู่ Proactive เราพยายามทำให้ Healthspan ยาวขึ้น ให้คนแก่ช้า เจ็บป่วยน้อย จากไปอย่างสงบไม่ต้องทรมานนาน เราอยากเห็นการแพทย์ที่เปลี่ยนจากการรอให้ป่วยแล้วรักษามาเป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุก”
เมื่อ Longevity กำลังเป็นโอกาสใหม่ทางการตลาด จึงเป็นเรื่องดีของภาคธุรกิจหากจับสัญญานความต้องการของผู้บริโภคได้และปรับตัวได้ทันกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะธุรกิจภาคการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้ในหลากหลายมิติ ซึ่งไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีการเติบโตสูงเป็นอันดับสองรองจากจีน โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสุขภาพสูงถึง 5.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ
คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย มองว่า กิจกรรมการท่องเที่ยว ช่วยยืด Healthspan ให้ยาวขึ้นได้ ประเทศไทยได้เปรียบมากในเชิงภูมิศาสตร์และภูมิอากาศที่ดี สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีสิ่งที่เรียกว่า Soft Power ที่แข็งแรงมาก อีกทั้งยังมีเรื่องของความสุขสงบ การเจริญสติ (Mindfulness) มีสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีความอ่อนน้อมในการบริการ (Hospitality) รวมถึงเรื่องของ “อาหาร” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดี หากมีการสร้าง Story ที่ดี
คุณเทียนประสิทธิ์ มองว่า ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน คือคนไทยสามารถทำธุรกิจนี้ได้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะระดับชาวบ้าน ชุมชน หรือพรีเมียม โดยนำวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ธรรมชาติ และมารยาทไทย มาผนวกให้กลายเป็นจุดเด่นของบริการต่างๆ ที่นำเสนอ
วันนี้ Wellness และ Longevity เข้าไปแตะทุกมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพแต่กำลังขยายขอบเขตไปสู่ทุกส่วนของการใช้ชีวิต จึงเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจไทย ซึ่ง Wellness เปรียบเสมือนร่มที่เป็น Ecosystems หากผนึกกำลังกันได้จะทำให้ไทยสามารถขึ้นอันดับ 1 ด้านเวลเนสโลกได้ในอนาคต
นพ.ตนุพล ย้ำว่า กุญแจสำคัญ คือการยกระดับสิ่งที่มีด้วย "วิทยาศาสตร์และการแพทย์" (Scientific Wellness Base) เช่น อาหารไทยจานนี้กินแล้วดีอย่างไร มีสารต้านอนุมูลอิสระเท่าไหร่ นวดไทยท่านี้นวดแล้วกล้ามเนื้อคลายตัวอย่างไร หากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน (Evidence-based) จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น จากที่เคยขายราคาถูกจะกลายเป็นของพรีเมียมที่มีคุณค่า
“เป้าหมายสูงสุด คือ เราอยากให้คนทั่วโลกมาเมืองไทยเพื่อ "ซื้อชีวิต" และ "ซื้อสุขภาพที่ดี" กลับไป ไม่ใช่แค่มาเที่ยวสนุกแล้วจบ เราต้องทำให้เขาเห็นว่ามาเมืองไทยแล้วได้สุขภาพและอายุยืนยาวกลับไป นี่คือจุดขายใหม่ที่เราต้องร่วมกันสร้างขึ้นมา เรามีวัตถุดิบอยู่แล้วเพียงแต่ต้องนำมารวมกันและยกระดับด้วยวิทยาศาสตร์ สร้างมาตรฐานที่เชื่อถือได้ ถ้าทำได้มูลค่าตลาด Wellness ของไทยจะเติบโตมหาศาล และคนไทยทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้” นพ.ตนุพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายด้านสุขภาพในหลากหลายมิติของประเทศไทย วันนี้แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดย ภาคประชาชน ควรได้รับการส่งเสริมเพื่อเข้าถึงองค์ความรู้และบริการสุขภาพที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง ขณะที่ ภาคธุรกิจ ควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าและบริการด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ และ ภาครัฐ ในฐานะผู้กำหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ลดภาระโรค และสร้างความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุขในระยะยาว
วันนี้ หาก Wellness เป็นรากฐานของความสุขในการใช้ชีวิต Longevity ก็เป็นความสุขจากการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ต้องทำให้เกิดขึ้นและอยู่ได้นานที่สุด และหาก Wellness Economy 5.0 คือ เครื่องยนต์ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ Longevity ก็คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยส่งพลังเร่งให้ Wellness Economy 5.0 บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
