นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กล่าวว่า รางวัล Prime Minister’s Export Award เป็นรางวัลต้นแบบที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวและยกระดับธุรกิจให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยอมรับว่าปีนี้และในระยะต่อไปเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทย รายได้ภายในประเทศมีข้อจำกัดจากโครงสร้างประชากรที่ลดลง ทำให้ “การส่งออก” ยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า แม้ปีที่ผ่านมาไทยจะมีการส่งออกขยายตัวเฉลี่ยราว 12% ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออกก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของ GDP แต่ในระยะต่อไปไทยไม่สามารถพึ่งพาตลาดเดิมเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้อง “รักษาตลาดเดิม และเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน”
พร้อมเสนอกรอบการขับเคลื่อนผู้ประกอบการ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1.Expand ต่อยอดและขยายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการจากจุดแข็งที่มีอยู่
2.Enable ยกระดับศักยภาพบุคลากรและองค์กร ให้มีทักษะรองรับความท้าทายใหม่ของโลกธุรกิจ
3.Empower ภาครัฐ ปรับระบบการทำงานให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และแม่นยำ
นางศุภจี เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องหวาดกลัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพการผลิต การวางแผนกลยุทธ์ และการคาดการณ์ตลาด โดยผู้ประกอบการที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขัน พร้อมเตือนถึง “กับดักของผู้บริหาร” ที่มักไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร ซึ่ง AI สามารถช่วยเติมเต็มจุดอ่อนดังกล่าวได้
ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ประกอบการส่งออกต้องเตรียมพร้อมต่อกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว โดยระบุว่า “ การปรับตัว ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” และรางวัลในปีนี้จะให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีโมเดลธุรกิจสีเขียว และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการไทยต้องสร้างอัตลักษณ์และความแตกต่างให้สินค้าและบริการ เพื่อให้แบรนด์ไทยเป็นตัวเลือกที่ตลาดต้องการ และผู้ได้รับรางวัลจะได้รับการรับรองจากรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานระดับสากล สามารถเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่น
ภายหลังการมอบรางวัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะผลักดันสินค้าและบริการของผู้ได้รับรางวัลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ SME ไมโครเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่มีความตั้งใจปรับตัวและยกระดับมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า Prime Minister’s Export Award เป็นรางวัลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 33 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการไทยที่มีความเป็นเลิศในด้านคุณภาพสินค้าและบริการ การสร้างแบรนด์ นวัตกรรม และความยั่งยืน โดยในปี 2569 จัดภายใต้แนวคิด “Transformation with Trust : Sublime Roots, Global Reach” เพื่อสะท้อนการพัฒนาและการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แบรนด์ประเทศไทย
สำหรับปี 2569 จะมีการมอบรางวัลรวม 56 รางวัล ครอบคลุม 7 ประเภทรางวัล 11 สาขา โดยกรมฯ ได้พัฒนาหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลก และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชนร่วมพิจารณาอย่างเข้มข้น เพื่อยกระดับรางวัลให้เป็นเครื่องมือทางการตลาดในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อและผู้นำเข้าทั่วโลก