ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยลบที่ถาโถมใส่อุตสาหกรรมบันเทิงตลอดปีที่ผ่านมา ตัวเลขหนึ่งที่น่าตกใจและน่ายินดีในเวลาเดียวกันคือ “ส่วนแบ่งการตลาด” (Market Share) ของภาพยนตร์ไทยที่ M Studio ครอบครองอยู่ถึง 61%
สิ่งที่น่าจับตามองกว่าตัวเลขรายได้ คือการประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ของ สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M Studio ที่กำลังจะเปลี่ยน Game Plan ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย จากการเป็นเพียง “ผู้ผลิต” (Manufacturer) ยกระดับสู่การเป็น “ผู้สนับสนุนและเชื่อมโยง” (Facilitator) อย่างเต็มรูปแบบ
นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยเม็ดเงินลงทุน 700-800 ล้านบาท กับหนังไทยกว่า 20 เรื่องในปีเดียว เพื่อปักหมุดให้ไทยกลายเป็น “Hollywood แห่งอาเซียน”
เพราะก่อนหน้านี้ภาพจำของค่ายหนังคือการแข่งขันกันแย่งชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนเดียว แต่ M Studio เลือกที่จะขยายขนาดเค้กด้วยกลยุทธ์ Inclusive Growth หรือการเติบโตแบบมีส่วนร่วม
สุรเชษฐ์ เปรียบเทียบ M Studio เป็นเหมือน “Sandbox” หรือสนามทดลองที่เปิดกว้างสำหรับคนทำหนังทุกระดับ ตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีไฟแต่ขาดทุน ไปจนถึงผู้กำกับรุ่นเก๋าที่มีบทแต่ขาดช่องทางจัดจำหน่าย
“เราทำตัวเป็น Facilitator น้องคนไหนมีฝัน มีไอเดีย แต่ไม่มีเงิน เราสนับสนุน ใครมีโปรดักชั่นแต่ขาดการตลาด เราเติมให้ หน้าที่ของเราคือทำให้คนทำหนังได้ลงสนามแข่งบ่อยๆ เพื่อให้เขาเก่งขึ้น”
แนวคิดนี้สะท้อนผ่าน Line-up ปี 2024 ที่มีความหลากหลายของพันธมิตร อาทิ ช่อง 3, ช่อง 7HD, Workpoint หรือค่ายหนังพันธมิตรอย่าง Mono, Plan B, T&B และ กันตนา การรวบรวม Key Players ในอุตสาหกรรมมาไว้ใน Ecosystem เดียวกัน คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ M Studio สามารถผลิตคอนเทนต์ได้หลากหลายและครอบคลุมทุก Target Group
ภายใต้ปริมาณหนังกว่า 20 เรื่อง M Studio วางหมากเรื่อง Content Strategy ออกเป็น 3 กลุ่มหลักเพื่อตอบโจทย์ทั้งในและต่างประเทศ:
1. หนังท้องถิ่น ความสำเร็จของ “สัปเหร่อ” และ “ธี่หยด” พิสูจน์แล้วว่าความเป็นไทยที่เจาะลึกระดับภูมิภาค (Regional Content) คือของจริง M Studio จึงเดินหน้ากลยุทธ์ Hyper-Local สนับสนุนหนังระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว อาทิ “สับเมือง” (หนังพูดเหนือโดยทีมสร้างเชียงใหม่), “เหมรฺย 2” (หนังใต้), “ยายสปีด” (ตำนานหาดใหญ่) และ “อีแหละ แอรี่” (หนังอีสาน-เกาหลี) การเจาะตลาด Niche Market ระดับภูมิภาค ไม่เพียงแต่สร้าง Engagement ที่แข็งแรงกับคนในพื้นที่ แต่ยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้ชมวงกว้าง และกลายเป็น Soft Power ที่จับต้องได้จริง
2. หนังภาคต่อ สร้างความต่อเนื่องของ IP (Intellectual Property) คือหัวใจของการทำธุรกิจบันเทิงระดับโลก M Studio ต่อยอดความสำเร็จด้วยการสร้างจักรวาลภาพยนตร์ เช่น “สมิงเขาขวาง” (ภาคขยายของธี่หยด), “ครุฑานาคี” (ภาคต่อนาคี), “อีเรียมซิ่ง 2” และ “ของแขก 2” ซึ่งการมี Franchise ที่แข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน เพราะมีฐานแฟนคลับเดิมรองรับ และง่ายต่อการเจรจาซื้อขายสิทธิ์กับต่างประเทศ
3. หนังผีไทย ผู้บริหาร M Studio ระบุชัดเจนว่า ในสายตาตลาดโลกนั้น หนังผีไทยเปรียบเสมือนต้มยำกุ้ง หรือรสชาติที่คนทั่วโลกโหยหา ปีนี้จึงเห็นกองทัพหนังผีอย่าง “ศุกร์สุดท้าย”, “คำสารภาพของหมอผี” (จาก The Ghost Radio) และโปรเจกต์ร่วมทุนกับเกาหลี
ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุด คือการก้าวข้ามเส้นพรมแดนจากตลาดผู้ชม 60 ล้านคน สู่ตลาดอาเซียน 650 ล้านคน และตลาดโลก โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือการ Joint Venture กับ Showbox ค่ายหนังยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของเกาหลีใต้ (ผู้สร้าง The Host, Exhuma) นี่ไม่ใช่แค่การขายหนังไปฉาย แต่เป็น Co-Production ผลิตหนังไทย 100% โดยใช้เม็ดเงินและ Know-how การตลาดระดับโลกของเกาหลี
“ต่างชาติเริ่มมองเห็นว่า Production ไทยคุณภาพสูงแต่ต้นทุนแข่งขันได้ ประกอบกับ Creativity ของเราสดใหม่ การที่เกาหลีกระโดดเข้ามาร่วมทุน สะท้อนว่าเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของหนังไทยที่จะไปได้ไกลเหมือน K-Wave”
ความสำเร็จของ “ธี่หยด” ที่ทะยานขึ้น Top 4 Global บน Netflix และเข้าฉายกว่า 30 ประเทศ เป็นเพียง “Pilot Project” ที่พิสูจน์สมมติฐานนี้ ต่อจากนี้ M Studio กำลังจะใช้เครือข่าย Distribution ระดับโลก เพื่อส่งออกวัฒนธรรมไทยผ่านแผ่นฟิล์มอย่างเป็นระบบ
ก้าวย่างของ M Studio ในปีนี้ ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรระยะสั้น แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยแข็งแรงพอที่จะยืนระยะในเวทีโลก
หากโมเดล “Facilitator” นี้ประสบความสำเร็จ มันจะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการบันเทิงไทย จากที่ต่างคนต่างทำ มาสู่การร่วมมือกันยกระดับมาตรฐาน และเมื่อนั้น คำว่า “Hollywood แห่งอาเซียน” ก็คงไม่ใช่แค่ความฝันที่ไกลเกินจริง