โดยปกติกลยุทธ์ในเรื่องของการขยายสาขาของร้านค้าปลีกในบ้านเราจะมีออกมา 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกจะเป็น เรื่องของการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Pull Strategy ที่อาศัยการเป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ มีสินค้าค้าหลากหลายที่ครบวงจร รวมถึงการชูเรื่องของการขายสินค้าราคาถูกเข้ามาเป็นตัวดึงดูดให้ลูกค้ามาช้อปที่สโตร์ของตัวเอง
กลยุทธ์ในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการขยายสาขาขนาดใหญ่ อาทิ ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซึ่งรูปแบบการช้อปปิ้งของลูกค้า ส่วนใหญ่จะมี Shopping Mission ในการเข้ามาซื้อสินค้าจำนวนมากเพื่อตุนไว้ใช้ให้พอเพียง ซึ่งอาจจะมีช่วงเวลาในการช้อปเดือนละครั้งหรือ 2 สัปดาห์ครั้ง เป็นต้น
ส่วนอีกกลยุทธ์จะเป็นเรื่องของ Push Strategy ที่เป็นการผลักดันร้านค้าปลีกของตัวเองเข้าไปหาลูกค้าถึงในชุมชน โดยรูปแบบของสาขาที่ใช้จะเป็นสาขาขนาดเล็ก อาทิ คอนวีเนียนสโตร์ หรือมินิซูเปอร์มาร์เก็ต ที่นำเสนอสินค้าในจำนวน SKU ไม่มากนัก และเนื่องจากเป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าถึงในชุมชน ทำให้สินค้าที่นำเสนอจะมีราคาสูงกว่าการขายใน สโตร์ขนาดใหญ่

สิ่งที่น่าสนใจก็คือบริษัทวิจัยระดับโลกด้านค้าปลีกอย่าง IGD Retail Analysis ออกมาชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรม ร้านค้าปลีกที่เน้นความสะดวกในการซื้อกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยแบ่งรูปแบบการให้บริการออกเป็น 2 แนวทางหลัก
แนวทางแรกคือร้านค้าในย่านชุมชนที่เน้นตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการใกล้บ้าน เพื่อ "ซื้อของที่ขาด" หรือซื้อของเล็ก น้อยในระหว่างสัปดาห์ เช่น ปกติเราอาจจะไปซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่เดือนละครั้งเพื่อตุนของ (Stock-up), แต่ระหว่างสัปดาห์ถ้า "นมหมด" หรือ "น้ำปลาหมด" เราก็จะแวะร้านสะดวกซื้อปากซอยเพื่อซื้อแค่ชิ้น 2 ชิ้น เรียกว่า Top-up Mission
และแนวทางที่ 2 คือกลุ่ม “Pure Convenience” ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบร้านครั้งใหญ่เพื่อเน้นกลุ่มลูกค้าที่หิว และต้องการหาอะไรกินทันทีในขณะที่อยู่นอกบ้าน เช่น พนักงานออฟฟิศ ที่หิวข้าวตอนบ่ายแล้วแวะซื้อแซนด์วิช หรือคนที่แวะ ซื้อกาแฟระหว่างขับรถเดินทาง
โดยเทรนด์ที่เกิดขึ้นและน่าจับตามองก็คือร้านค้าปลีกในกลุ่มหลังนี้จะยกระดับตัวเองจากร้านค้าปลีกทั่วไปไปเป็น “จุดแวะอิ่มท้องที่สะดวกรวดเร็ว” ซึ่งอาจจะคล้ายร้านอาหารบริการด่วนหรือ QSR โดยมุ่งเน้นไปที่การจำหน่ายอาหารและ เครื่องดื่มพร้อมทานในทำเลที่มีคนพลุกพล่าน เช่น สนามบิน โรงพยาบาล และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
มีการคาดการณ์ถึงอนาคตของร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่ ที่กำลังผันตัวเองจากร้านขายค้าปลีกเล็กๆ ไปเป็นร้านอาหาร จานด่วน แบรนด์ระดับโลกและระดับภูมิภาคอย่าง Femsa, Zabka, Couche-Tard และ 7-Eleven จะยังคงเดินหน้าปรับตัว เข้าสู่รูปแบบ Pure Convenience อย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มการมุ่งเน้นไปที่อาหาร และเครื่องดื่มสำหรับบริโภคทันที (ภายใน ไม่กี่นาที ไม่ใช่เก็บไว้กินหลายวัน) และจะค่อยๆ ลดสัดส่วนสินค้าประเภท ที่ซื้อกลับไปใช้ที่บ้านจนเหลือศูนย์หรือเหลือน้อย ที่สุด และเน้นเฉพาะสิ่งที่ตอบโจทย์ความสะดวกหน้างานจริงๆ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือขนาดของร้านจะไม่ใช่ปัจจัยกำหนดอีกต่อไป ผู้ประกอบการค้าปลีกบางรายจะลดขนาดร้านลง (Downsize) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการให้บริการ
ในขณะที่มีบางรายจะขยายพื้นที่ร้านให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับพื้นที่นั่งรับประทานอาหาร โซนบริการลูกค้า และข้อเสนอ ด้านบริการอาหารที่หลากหลายขึ้น

นอกจากนี้ กลยุทธ์ด้านทำเล (Location Strategy) ก็จะวิวัฒนาการไปเช่นกัน ซึ่งเราจะได้เห็นร้านรูปแบบ Pure Convenience แพร่ขยาย เข้าไปในพื้นที่ที่มีสัญจรหนาแน่น เช่น สนามกีฬา, สนามบิน, โรงพยาบาล, สถานศึกษา, จุดชาร์จ รถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Hubs) และจุดเชื่อมต่อการขนส่งสาธารณะ
ในอนาคตเราจะแยกไม่ออกว่านี่คือร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ เพราะทุกอย่างจะรวมอยู่ในที่ เดียว (Hybrid) และความสำเร็จจะไม่ได้วัดกันที่ขนาดร้าน แต่วัดกันที่ใครตอบโจทย์ "ความหิวแบบเร่งด่วน" ได้ดีกว่ากัน
ผู้ประกอบการค้าปลีกอาจกังวลว่าการเปลี่ยนจากร้านค้าปลีกมาเป็นอาหารสำหรับบริโภคทันที (Immediate Consumption) จะต้องใช้พนักงานเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending), เครื่องกดสินค้า (Dispensing), ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ อาจช่วยให้การเปลี่ยนโฉมสู่ Pure Convenience นี้ ไม่ส่งผล กระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน

นอกจากนี้ ประสิทธิภาพจะถูกยกระดับด้วยการรวมระบบสั่งซื้อ การชำระเงิน และระบบสมาชิกไว้ในแอปเดียว รวมถึงรายได้เสริมจากสื่อโฆษณาในร้าน (Retail Media) ที่เกิดขึ้นจากร้านค้าที่มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น
เทรนด์ที่ IGD สรุปออกมานั้นถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการมาแรงของร้านค้าปลีกที่เรียกว่า Pure Convenience ที่เข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว ซึ่งการปรับตัวของ 7 – Eleven ในบ้านเราคือตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
หากใครพอจะจำกันได้ การเข้ามามเมืองไทยในช่วงแรกๆ ของ 7 – Eleven ไม่ได้เน้นให้สัดส่วนกับสินค้าประเภท อาหารพร้อมทานเท่าปัจจุบัน โดยในช่วงแรก สินค้านอน ฟู้ดจะมีสัดส่วนถึง 50% ก่อนที่จะค่อยๆ เพิ่มสินค้ากลุ่มฟู้ดเข้าไปเป็น 70% พร้อมกับสื่อสารถึง Positioning ที่ชัดเจนของการเป็นคอนวีเนียน ฟู้ด เพื่อตอบโจทย์ “หิวเมื่อไหร่ ก็แวะมา”
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ 7 – Eleven มีการปรับรูปแบบของการนำเสนอสินค้าในร้านอยู่ตลอดเวลา ทั้งในแง่ของสินค้า และ โมเดลของร้าน ทำให้มีโมเดลของร้านทั้งแบบที่มีพื้นที่นั่งทานในร้านไปจนถึงเทกอะเวย์
แม้ในบ้านเรายังไม่เห็นร้านคอนวีเนียนสโตร์ในรูปแบบ Pure Convenience อย่างเต็มนรูปแบบ แต่เชื่อว่า เทรนด์นี้ น่าจะมาแน่ เพราะจากการจับตามองการรุกตลาดของแต่ละราย เริ่มที่จะขยับเข้าใกล้รูปแบบการให้บริการลูกค้าในลักษณะ ดังกล่าวมากขึ้น
รวมถึงเริ่มมีฟอร์แมตของร้านค้าปลีกไซซ์เล็กที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ค่อนข้างจะ Fragment อย่างมากในปัจจุบัน อย่างการเปิดร้าน Lotus ‘s SAVE + ที่เน้นขายสินค้าราคาถูก ที่หมุนเวียนเร็วในจำนวนเอสเคยูที่ไม่ มากนัก เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ ถือเป็นสิ่งที่ต้องตามดูกันต่อไป...