ในวันที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของโลก การทำเกษตรยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การปลูกเพื่อขาย แต่คือการปรับตัวเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเปลี่ยนจากภาระด้านสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงไปพร้อมกับการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ดังนั้นการยกระดับเกษตรกรไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานการลดก๊าซเรือนกระจก (T-VER) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือใบเบิกทางสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรผ่านกระบวนการที่เป็นมิตรต่อโลก
เพราะหัวใจสำคัญของเกษตรกรรมไทยในอนาคต คือการเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยระบบการตรวจสอบและทวนสอบคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเปลี่ยนความตั้งใจในการดูแลโลก ให้กลายเป็นสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง
นี่จึงเป็นที่มาที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดหน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร เพื่อยกระดับระบบการตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) และทวนสอบ (Verification) โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคเกษตรไทย และสนับสนุนการขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่เป้าหมายด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศและระดับสากล
โดยกรมได้รับมอบใบรับรองระบบงานตามมาตรฐานสากล ISO 14065: 2020 และ ISO/IEC 17029: 2019 จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) รวมถึงหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจภาคเกษตร จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)
เวลานี้เท่ากับว่า กรมวิชาการเกษตรถือเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ ที่สามารถให้บริการตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการ T-VER สาขาเกษตร จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรของไทยให้เชื่อมโยงกับระบบมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้และเป็นที่ยอมรับ เพื่อสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรสำหรับการดำเนินงานด้านตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรตามหลักสากล

รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรขับเคลื่อนงานด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวทาง BCG (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ โดยมุ่งให้ภาคเกษตรเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเกษตร และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผลักดันให้การลดก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรสามารถ “แปลงเป็นมูลค่า” ได้จริง ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการผ่านการจัดตั้ง “กองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร” เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ล่าสุดของกรม มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา พืชโปรตีนสูง เช่น ไข่ผำ พืชทางเลือก เช่น กัญชง และ พืชเศรษฐกิจ เช่น พืชสมุนไพร เครื่องเทศมูลค่าสูง และสารสกัดสำหรับทางการแพทย์ เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชายดำ ขมิ้นชัน ไพล ไพลแดง พริกไทย เป็นต้น พร้อมทั้งทำหน้าที่สำคัญในการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรให้กับ อบก. ภายใต้มาตรฐาน T-VER
นอกจากนี้ กองดังกล่าวยังมีภารกิจในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา “พืชเศรษฐกิจใหม่” และ “พืชศักยภาพสูง” ของประเทศอย่างเป็นระบบ นอกเหนือจากไข่ผำและกัญชง โดยครอบคลุมกลุ่มพืชสำคัญ ได้แก่ กลุ่มสมุนไพรและเครื่องเทศมูลค่าสูงที่มีสารสำคัญชัดเจน กลุ่มพืชโปรตีนทางเลือกเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารอนาคต กลุ่มพืชน้ำมันทางเลือกเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม กลุ่มพืชเส้นใยและวัสดุชีวภาพ รวมถึงกลุ่มไม้เศรษฐกิจและวนเกษตรที่มีศักยภาพในการดูดกลับคาร์บอน และกลุ่มพืชพรีเมี่ยมเฉพาะตลาด เช่น โกโก้และกาแฟคุณภาพสูง เพื่อสร้างโอกาสรายได้ใหม่ให้เกษตรกรควบคู่กับการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาบุคลากรด้านการตรวจสอบการกักเก็บและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพืช รวมทั้งสิ้น 45 คน ประกอบด้วย Lead VVB จำนวน 1 คน VB จำนวน 3 คน และผู้ช่วย VVB จำนวน 41 คน เพื่อรองรับการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐาน
“กรมมุ่งยกระดับการผลิตของพี่น้องเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมมาตรฐานการผลิตที่ดี (GAP) ควบคู่กับการผลักดันสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ และในระยะต่อไปมุ่งสู่แนวทาง Net Negative ภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้จากผลผลิตที่มีคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลด/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยหัวใจสำคัญคือ เกษตรยั่งยืนที่ทำได้จริงในพื้นที่ เน้นการใช้ดิน น้ำ และปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม ลดการเผา ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างไม่จำเป็น และส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ”
นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรดำเนินงานโดยเชื่อมโยงมาตรฐานการผลิตภาคเกษตร เข้ากับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เช่น T-VER / T-VER Premium / Gold Standard / Verra เพื่อให้การดำเนินงานของเกษตรกรสามารถ “วัดผลได้ ตรวจสอบได้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจ

สำหรับเกษตรกร ชุมชน หรือองค์กรที่สนใจเริ่มต้นเข้าสู่ระบบ T-VER สามารถเข้ามาปรึกษากับหน่วยงานของกรมใกล้บ้าน ได้แก่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต (สวพ.) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อรับคำแนะนำตั้งแต่การเตรียมข้อมูล การเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ไปจนถึงการวางแผนเข้าระบบคาร์บอนเครดิตอย่างถูกต้อง โดยกรมได้จัดทำคู่มือการทำคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรสำหรับเกษตรกร รวมถึงสื่อความรู้ในรูปแบบ QR Code เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้สะดวก และอยู่ระหว่างการพัฒนาและเปิดตัว AI Chatbot เพื่อช่วยตอบคำถามเบื้องต้นและให้คำแนะนำที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ในระยะเริ่มต้น หน่วยรับรองของกรมวิชาการเกษตรกำลังจะเริ่มให้บริการตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) อย่างเป็นรูปธรรม โดยขณะนี้มี 3 โครงการนำร่องสำคัญ ได้แก่
1) โครงการ “การกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา สำนักวิชาเกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา”
2) โครงการผลิตปาล์มน้ำมันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม โดยสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จังหวัดชุมพร พื้นที่ดำเนินการ 10,878.19 ไร่ (โครงการระดับ Premium)
3) โครงการทำนาลดโลกร้อน จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ปลูก 400 ไร่
“การเปิดหน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรของประเทศไทย ที่ผสานองค์ความรู้ด้านพืชเข้ากับมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรในอนาคต” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวทิ้งท้าย