อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของไทยกำลังเติบโตในอัตราที่รวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบองค์รวมและป้องกันโรค (Pet Wellness) มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตามเทรนด์ Pet Humanization และ Pet Parents หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงแบบสมาชิกในครอบครัว เจ้าของก็มองสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนลูก ทำให้รูปแบบการรักษาเชิงป้องกัน ปลอดภัย เจ็บตัวน้อย และเป็นมิตรต่อสุขภาพในระยะยาวกลายเป็นกลายเป็นความต้องการของคนกลุ่มนี้
ขณะเดียวกันปัญหาโรคเสื่อมเรื้อรังในสุนัขและแมว เช่น โรคไตวายเรื้อรัง โรคตับ โรคข้อเสื่อม และโรคผิวหนังอักเสบ ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายที่วงการสัตวแพทย์ทั่วโลกต้องเผชิญ เพราะการรักษาแบบดั้งเดิมมีข้อจำกัดทั้งด้านประสิทธิภาพและผลข้างเคียง จึงเกิดช่องว่างสำคัญที่ทำให้สัตวแพทย์และนักวิจัยต้องแสวงหาวิธีการรักษาใหม่ ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของสัตว์ได้จริง โดยไม่เพิ่มภาระในระยะยาว
Pain Point เหล่านี้ กำลังได้รับการแก้ไขด้วยความเชี่ยวชาญของทีมนวัตกรไทยที่ชื่อ PetheneX ในฐานะ แชมป์นิลมังกร The Reality ซีซั่น 3 โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ด้วยนวัตกรรมการรักษารูปแบบใหม่ที่สามารถยกระดับมาตรฐานการรักษาสัตว์เลี้ยงได้แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านเทคโนโลยี ธนาคารสเต็มเซลล์จากเลือดรายแรกของไทย ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สัตว์เลี้ยงเข้าถึงการรักษายุคใหม่ได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และตอบโจทย์พฤติกรรมเจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคที่พร้อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสมาชิกในครอบครัวอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นแรงหนุนใหม่ของ Pet Economy และถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตาของวงการ Pet Wellness ในประเทศไทย

PetgeneX สตาร์ตอัปรายแรกของไทยที่พัฒนาระบบ “ธนาคารสเต็มเซลล์จากเลือด” ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะเลิศใน “นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้ ซีซั่น 3” โดยนำเสนอนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในการขยายขอบเขตการรักษาโรคเสื่อมเรื้อรังในสัตว์เลี้ยงให้เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเป็นไปได้จริงในเชิงธุรกิจ จนกลายเป็นกรณีศึกษาของการพัฒนานวัตกรรมจากงานวิจัยสู่ตลาดเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
โดยเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ กลายเป็นการแพทย์ทางเลือกที่กำลังได้รับความสนใจ ที่ไม่ได้มีเพียงในมนุษย์แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยงแต่ก่อนหน้านี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี เนื่องจากการเก็บสเต็มเซลล์แบบเดิมต้องมาจากการเก็บจากสายสะดือตั้งแต่แรกเกิด เหมาะกับผู้เลี้ยงที่มีการวางแผนล่วงหน้าเท่านั้น หรืออีกวิธีหนึ่งคือการเก็บจากเนื้อเยื่อไขมันและไขกระดูก ซึ่งมีความเสี่ยงเนื่องจากต้องวางยาสลบสัตว์เลี้ยงเพื่อผ่าตัด และมีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลให้โอกาสการรักษาในเชิงการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ
น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมก่อตั้ง PetgeneX กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมนี้เกิดจากประสบการณ์กว่า 30 ปี ในวิชาชีพสัตวแพทย์ทำให้เห็นว่าปัญหาโรคเรื้อรัง เช่น ไต ตับ และข้อเสื่อม ไม่สามารถฟื้นฟูได้ด้วยวิธีการรักษาแบบเดิม แม้จะบรรเทาอาการได้ แต่คุณภาพชีวิตของสัตว์ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ขณะเดียวกันมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์มนุษย์จากประเทศอังกฤษ จึงเกิดแนวคิดในการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้จากการทำธนาคารสเต็มเซลล์มนุษย์มาต่อยอดการทำธนาคารสเต็มเซลล์ในสัตว์ เพื่อตอบโจทย์ Pain Point และเพิ่มโอกาสการรักษาให้กับเจ้าของและสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
“นวัตกรรมการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดที่ PetgeneX พัฒนาขึ้น จะช่วยให้สัตวแพทย์สามารถเก็บสเต็มเซลล์จากสัตว์เลี้ยงได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด และมีความเสี่ยงต่ำกว่าวิธีเดิมมาก เมื่อทีมสามารถพัฒนาเทคนิคการคัดแยกสเต็มเซลล์ที่มีอยู่ในเลือดสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.001 ให้มีปริมาณและคุณภาพเพียงพอต่อการรักษาได้สำเร็จ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการสัตวแพทย์ไทย และเปิดโอกาสให้นวัตกรรมนี้สามารถนำไปใช้รักษาโรคเสื่อมหลากหลายรูปแบบได้อย่างเป็นรูปธรรม” น.สพ.ชัยยศ กล่าว

การพัฒนานวัตกรรมของ PetgeneX ไม่เพียงแก้ปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ แต่ยังพัฒนากระบวนการที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของเซลล์ได้มากกว่าร้อยละ 90 พร้อมระบบเพาะเลี้ยงที่ทำให้สเต็มเซลล์ขยายจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถเตรียมสเต็มเซลล์สำหรับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในการฟื้นฟูสภาพร่างกายของสุนัขและแมวที่มีอาการไตเสื่อม ตับเสื่อม โรคข้อ กระดูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ รวมถึงแผลที่รักษายาก ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยและสร้างภาระระยะยาวให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายผลไปยังสัตว์เศรษฐกิจ เช่น วัวนม กระบือ รวมถึงสัตว์ป่าหายากในสวนสัตว์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในการรักษาและอนุรักษ์สัตว์สายพันธุ์สำคัญอีกด้วย
ความสำเร็จของ PetgeneX ในโครงการนิลมังกรสะท้อนให้เห็นพลังของกระบวนการบ่มเพาะของ NIA ที่ช่วยยกระดับผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กลายเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่มีศักยภาพครบด้าน โดย น.สพ.ชัยยศ ยอมรับว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการยังขาดความเข้าใจเรื่องการตลาด การสร้างแบรนด์ และการวางโมเดลธุรกิจ
แต่กระบวนการบ่มเพาะของนิลมังกรช่วยเปิดโลกการทำธุรกิจให้กว้างขึ้น ทั้งด้านที่เกี่ยวกับการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การนำเสนอคุณค่านวัตกรรม และการเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดจริง
หนึ่งในจุดเด่นของโครงการ คือความท้าทายให้ผู้ประกอบการคิดใหญ่กว่าเดิม จากการตั้งเป้าให้บริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จากวันแรกที่ชาเลนจ์ของกรรมการต้องการให้เติบโตจาก 3 เท่าเป็น 10 เท่า และจาก 10 เท่าเป็น 20 เท่า ในท้ายที่สุด PetgeneX สามารถสร้างตัวเลขการเติบโตได้ถึง 90 เท่า ในช่วงเวลาการแข่งขันในรายการนิลมังกร ถือเป็นหลักฐานสำคัญว่า การบ่มเพาะของ NIA สามารถขยายขอบเขตศักยภาพของผู้ประกอบการได้ในระดับที่น่าพอใจ

น.สพ.ชัยยศ กล่าวเสริมว่า หลังจบโครงการ PetgeneX ได้รับความสนใจจากโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำทั่วประเทศ รวมถึงเครือข่ายธุรกิจ สัตว์เลี้ยงที่ให้ความสนใจนำนวัตกรรมสเต็มเซลล์จากเลือดไปใช้ในการรักษาและพัฒนาบริการด้านสุขภาพสัตว์เลี้ยงในรูปแบบใหม่ การได้รับการสนับสนุนด้านความน่าเชื่อถือจาก NIA ทำให้นวัตกรรมนี้เป็นที่ยอมรับในวงการสัตว์เลี้ยงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังสร้างโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาด Pet Wellness ที่กำลังเติบโตและแข่งขันสูง
ในอนาคต PetgeneX ตั้งเป้าพัฒนาระบบการรักษาแบบครบวงจรด้วยเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ เพื่อให้สัตว์เลี้ยงเข้าถึงการรักษาที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และยั่งยืนมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนางานวิจัยใหม่ที่รองรับสัตว์เศรษฐกิจและสัตว์ป่าโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดเวชศาสตร์ฟื้นฟูทางสัตวแพทย์ (Regenerative Veterinary Medicine) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ PetgeneX สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมที่เริ่มต้นจาก Pain Point สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจได้จริง และยังเป็นตัวอย่างในการผลักดันนักวิจัยไทยให้ก้าวเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูง พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนให้ไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมการแพทย์สัตว์เลี้ยงในภูมิภาคอย่างยั่งยืน
