ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ค้าปลีกญี่ปุ่น” กลายเป็นหนึ่งในสีสันสำคัญของตลาดไทย จากวันที่ Don Don Donki เปิดสาขาแรกที่ทองหล่อในปี 2019 สร้างภาพจำใหม่ให้กับการช้อปปิ้งสินค้าญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ จนมาถึงปี 2026 ที่ LOPIA JAPAN เปิดตัวสาขาแรกที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ และสร้างกระแสฮือฮาไม่แพ้กัน
แม้ทั้งสองแบรนด์จะมาจากญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่ “จุดขาย” ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
Don Don Donki เข้ามาในฐานะ Japan Brand Specialty Store หรือร้านรวมสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นแบบครบวงจร โมเดลของ Donki คือ Discount Specialist Store ที่เน้นความหลากหลายของสินค้า หรือ Variety เป็นหัวใจสำคัญ ลูกค้ามาที่เดียวสามารถซื้อได้ครบทุกไม่ว่าจะเป็น สินค้าอุปโภคบริโภค , เครื่องเขียน , สินค้าแฟชั่น รองเท้า กระเป๋า แบรนด์เนม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องกีฬา ของเล่น ของกินที่มีทั้งขนม อาหารสด และอาหารแช่แข็ง ฯลฯ
ความแข็งแรงของ Donki จึงอยู่ที่การเป็น One-stop service สำหรับไลฟ์สไตล์คนเมือง ที่ต้องการประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบสนุก ตื่นตา และได้อารมณ์ “ญี่ปุ่น” โดยไม่ต้องบินไปถึงโตเกียว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Donki ขยายสาขาในไทยเป็น 8 สาขา ขณะที่ในญี่ปุ่นมีมากกว่า 700 สาขา โมเดลนี้สะท้อนชัดว่า Donki มองโอกาสจากความนิยมสินค้าญี่ปุ่นของคนไทย และสร้างพื้นที่ให้คนเมืองเข้าถึงแบรนด์ญี่ปุ่นหลากหลายประเภทในที่เดียว จุดขายจึงอยู่ที่ความครบ ความสนุก และความเป็นไลฟ์สไตล์สโตร์มากกว่าการโฟกัสสินค้าเฉพาะหมวดใดหมวดหนึ่ง
ขณะที่ LOPIA JAPAN เลือกเดินเกมต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
LOPIA มีจุดกำเนิดจากร้านขายเนื้อเล็ก ๆ ในเมืองฟูจิซาวะ จังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 1971 ก่อนจะพัฒนาเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มรูปแบบในปี 1980 และรีแบรนด์เป็น LOPIA ในปี 2011 ชื่อที่ย่อมาจาก Low Price Utopia สะท้อนจุดยืนเรื่อง “คุณภาพดีในราคาคุ้มค่า” โดยมีเนื้อสัตว์เป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจ
ในประเทศไทย LOPIA วางตำแหน่งตัวเองเป็น Fresh Food Supermarket หรือซูเปอร์ที่โฟกัสหนักไปที่ “ของกิน” โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และอาหารสด ร้านขนาดประมาณ 1,000 ตารางเมตรถูกออกแบบให้มีบรรยากาศเหมือน Food Theme Park หรือสวนสนุกแห่งอาหาร
ความสนุกของโลเปียคือการเลือกวัตถุดิบ มากกว่า 80% ของเนื้อเป็นคุโระโกะวากิวพันธุ์ขนดำ มีทั้งเนื้อสดและเนื้อหมัก พร้อมเครื่องปรุงนำเข้าจากญี่ปุ่น ลูกค้าสามารถซื้อเนื้อเริ่มต้นเพียง 100 กรัม และมีบริการย่างให้ฟรีเมื่อแสดงใบเสร็จ หมวดขนมเป็นของนำเข้าที่คัดมาแล้วว่าอร่อย มีชีสเค้กที่ได้รับรางวัลในญี่ปุ่น รวมถึงสินค้าไฮไลต์อย่างสตรอเบอรี่จากสวนญี่ปุ่น แอปเปิ้ลโอริง มันหวาน ซูชิขนาดใหญ่กว่าปกติ และพิซซ่าราคาเริ่มต้น 159 บาท
ปัจจุบันสินค้าในร้านประมาณ 90% ยังเป็นสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น และมีสินค้าญี่ปุ่นที่คัดมาเฉพาะตลาดไทยราว 200 กว่าชนิด หากเป็นสินค้าญี่ปุ่นแบบเดียวกัน โลเปียเชื่อว่าสามารถขายได้ในราคาที่ถูกกว่า และหากราคาสินค้าเท่ากัน จะต้องให้คุณภาพที่ดีกว่า จุดแข็งนี้เกิดจากโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิต แปรรูป โลจิสติกส์ ไปจนถึงค้าปลีก ทำให้ควบคุมต้นทุนเองได้ และสะท้อนออกมาเป็นราคาหลายรายการที่เห็นได้ชัดว่าต่ำกว่าตลาด
LOPIA แบรนด์เคยปฏิเสธประเทศไทยเมื่อราว 10 ปีก่อน เพราะมองว่าคนไทยกินนอกบ้านเป็นหลัก แต่วันนี้กลับเข้ามา เพราะเชื่อว่ารายได้คนไทยสูงขึ้น วัฒนธรรมญี่ปุ่นฝังตัวมากขึ้น และกำลังซื้อสูงกว่าไต้หวันราว 1.5 เท่า กลุ่มเป้าหมายหลักคือคนไทยที่ทำอาหารทานเองที่บ้าน
ที่สำคัญ LOPIA ไม่ได้มองไทยเป็นเพียงปลายทางของสินค้าเท่านั้น เพราะกำลังวางบทบาทให้เป็นฐานการผลิต มีการลงทุนซื้อโรงงานเพื่อผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ เช่น ไก่คาราเกะ เพื่อขายในไทยและส่งออกไปต่างประเทศ ปัจจุบันสินค้าเฮ้าส์แบรนด์มีสัดส่วนประมาณ 30% ตั้งเป้าขยับเป็น 60% ในอนาคต ปีนี้ตั้งเป้าเปิด 5 สาขา และมีเป้าหมายระยะยาวถึง 50 สาขา
หากมองภาพรวม ทั้ง Don Don Donki และ LOPIA คือแบรนด์ญี่ปุ่นที่เลือกใช้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่สิ่งที่แตกต่างคือวิธีมองตลาด Donki กับจุดขายความ verity และประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ ขณะที่ LOPIA ชูจุดขายด้านเนื้อ วัตถุดิบ และคุณภาพ
ทั้งสองแบรนด์ช่วยทำให้ของญี่ปุ่นเข้าถึงง่ายและครบในที่เดียว ขณะที่อีกหนึ่งคือการทำให้วัตถุดิบญี่ปุ่นคุณภาพสูงอยู่ใกล้แค่ปากซอย และชวนให้มื้ออาหารค่อย ๆ ขยับจากร้านกลับสู่บ้าน
สุดท้ายแล้ว ทั้งสองแบรนด์อาจไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง เพราะตอบโจทย์คนละช่วงเวลาในชีวิตผู้บริโภค คนหนึ่งอาจเดิน Donki เพื่อซื้อของใช้และขนม แต่เลือก LOPIA เพื่อซื้อเนื้อวากิวกลับไปทำมื้อค่ำที่บ้าน
เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่จุดขายและเกมธุรกิจในไทย ต่างกันอย่างชัดเจน และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทั้งสองแบรนด์มีพื้นที่เติบโตได้พร้อมกันในตลาดเดียวกันก็เป็นได้…