ผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้ว แต่ดูเหมือนว่าควันหลงของ Half-time Show ของ Bad Bunny ยังคงสร้างปรากฎการณ์ไม่เลิก โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจมหาศาลที่ทิ้งไว้ให้แบรนด์ระดับโลก ดูจากรายงาน Launchmetrics หน่วยงานวิเคราะห์มูลค่าสื่อระดับโลก ระบุว่าโชว์ของ Bad Bunny สร้างมูลค่าสื่อได้สูงถึง 170 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจบโชว์
ยกตัวอย่าง การที่เขาเลือกใส่ชุดจาก Zara แทนลักชูรีแบรนด์ในตอนเปิดโชว์ ช่วยสร้างมูลค่าสื่อให้ Zara ได้ถึง 3.1 ล้านดอลลาร์ ทันที ในขณะที่ การเปิดตัวรองเท้า BadBo 1.0 "Resilience" บนเวที สร้างมูลค่าสื่อให้ Adidas ถึง 1.6 ล้านดอลลาร์ และสินค้าถูกวางขายทันทีในวันรุ่งขึ้นเพื่อรับกระแส
และนับจากนี้ต่อไปหลายต่อหลายแบรนด์ กำลังต่อคิวเซ็นสัญญากับ Bad Bunny เพื่อใช้เขาเป็นกุญแจเข้าหาชาวละติน ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบรนด์กำลังเทความสำคัญให้ เพราะมีกำลังซื้อมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ (จากข้อมูล UCLA & LDC ) ว่ากันว่าถ้าเรานับเฉพาะ GDP ของชาวละตินในสหรัฐฯ มาเป็นประเทศหนึ่ง พวกเขาจะมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก แซงหน้ามหาอำนาจอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และอินเดีย นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา GDP ของกลุ่มคนละตินเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ใช่ละตินถึง 2 เท่า แถมค่าเฉลี่ยอายุของชาวละตินอยู่ที่ประมาณ 30 ปี เท่านั้น เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเป็น Gen Z/Millennials ที่ตามกระแส Bad Bunny แบบสุดโต่ง
ใครจะไปคิดว่า เด็กหนุ่มชาวเปอร์โตริโกที่เคยใส่กระโปรง และส้นสูงถ่ายแบบ ร้องแต่เพลงภาษาสเปน จะกลายเป็นคนขับเคลื่อน GDP โลกได้ขนาดนี้
สาเหตุมีอยู่ 3 ข้อใหญ่ๆ อย่างแรก Bad Bunny เปลี่ยนกติกาใหม่หมด จากแบรนด์จะเข้าหาตลาดละตินมักจะใช้วิธีแปลโฆษณาเป็นภาษาสเปน หรือใช้ดาราที่หน้าตาพิมพ์นิยมฮอลลีวูด แต่สำหรับเขากลับไม่ต้องพยายามเป็นอเมริกัน แต่เชื้อเชิญให้อเมริกันและโลกพยายามทำความเข้าใจตัวตนในอดีตตลอดจนพื้นเพวิถีชีวิตชาวเกาะ
แล้วแบรนด์คู่บุญอย่าง Adidas หรือ Gucci ก็ไม่ได้ขอให้เขาลดความเป็นละตินลง แต่กลับขยายมันให้ชัดขึ้น ตอกย้ำตัวตนจนทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่าง การที่ลักชูรีแบรนด์อย่าง Jacquemus ยอมให้เขาใส่กระโปรง หรือ Gucci ยอมให้เขาถ่ายแคมเปญแบบบ้านๆ มันคือการส่งสัญญาณยอมรับในแบบที่เป็นจริงๆ กลายเป็นสะพานเชื่อมโยงคน Gen Z ที่เกลียดความเฟค เข้ากับแบรนด์หรูที่เคยดูเข้าถึงยากได้อย่างแนบเนียน
Bad Bunny ยังใช้สำเนียงดิบๆ และคำแสลงท้องถิ่นเป็นจุดขาย ทำให้คนละตินรู้สึกถึงความ Represent ทางชนชาติ นอกจากแบรนด์จะได้ยอดขายแล้วยังได้ลอยัลตี้จากกลุ่มฐานแฟนละตินที่มีกำลังซื้อสูงและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก
Bad Bunny จึงเป็นบทเรียนชั้นดีที่บอกว่า ความเฉพาะตัวแบบ Local คือทางลัดสู่ความเป็นสากล Global แบรนด์ที่ฉลาดจะไม่พยายามทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่จะมองหาสะพานที่มีตัวตนชัดเจนแบบ Bad Bunny เพื่อเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภค