หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดแผนการลงทุนธุรกิจ Budget Hotel ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ผ่านบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% ว่าทางบริษัทมีแผนจะเปิดให้บริการโรงแรมอย่างน้อย 6 แห่ง ในปี 2570
หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า “OR มีสถานีบริการกว่า 2,000 แห่งในพื้นที่ที่ดีๆ ใกล้สนามบิน ใกล้ที่ท่องเที่ยว ที่สำคัญสถานีบริการปปตท. ในต่างจังหวัดมีขนาดใหญ่มาก บางแห่งมีพื้นที่ 5-10 ไร่ ยังสามารถพัฒนาธุรกิจได้อีกมาก ธุรกิจโรงแรมเป็นอะไรที่ OR ยังขาด และธุรกิจก็สามารถดึงคนเข้ามาในระบบนิเวศได้ เรามีความพร้อม สามารถทำโรงแรมที่ไม่ต้องมีร้านอาหาร เพราะเรามีระบบนิเวศรองรับ มีร้านสะดวกซื้อ มีร้านกาแฟ มีร้านอาหาร มีร้านซักรีด มีบริการเติมน้ำมัน หรือชาร์จรถไฟฟ้า เราสามารถพัฒนา Ecosystem มาเพื่อรองรับได้
ถามว่าทำเองได้ไหม เราเก่งเรื่องน้ำมัน แต่ไม่เก่งด้านโรงแรม ถ้าทำเองจะใช้เวลาเรียนรู้นาน การหาพาร์ทเนอร์ น่าจะทำให้การขยายธุรกิจไปได้เร็วกว่าทำเอง และธุรกิจนี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ความร่วมมือครั้งนี้เหมือนกับเป็นการเอา 2 จุดแข็งมาร่วมกัน ทาง CENTEL ยังไม่มี Budget Hotel ส่วนเรามีทำเลดีๆ และหลากหลาย ทั้งในเมืองและนอกเมือง”
ส่วนรายละเอียดของการพัฒนาธุรกิจ ขณะนี้ทางบริษัทมีการเลือกทำเลไว้แล้วใน 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, สงขลา (หาดใหญ่), อยุธยา, ชลบุรี และกาญจนบุรี โดยแบ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งภายในสถานีบริการ 5 แห่ง และภายนอกสถานีบริการ 1 แห่ง
คาดการณ์ว่าการเปิดโรงแรม 6 แห่งในเฟสแรกนี้จะใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท โดยโรงแรมแต่ละแห่งจะมีขนาด ขนาดเทียบเคียงกับ Budget Hotel ที่มีอยู่ในท้องตลาด คือมีจำนวนห้องพักประมาณ 70-80 ห้อง และมีราคาค่าห้องพักประมาณ 800 - 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งในแต่ละจังหวัด

“เรามีความได้เปรียบเรื่องทำเล และต้นทุนที่ดินที่มีอยู่ในมือของดีลเลอร์ ที่เป็นทำเลทองและหายาก แต่คนอื่นหาไม่ได้ แต่ว่าดีลเลอร์เรามี จากการประเมินของทีมงานบางจังหวัดอาจจะมีมากกว่าหนึ่งที่ก็ได้” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าว
เป้าหมายสำคัญของปี 2569 ของ OR คือการยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (OR Ecosystem) ที่มีผู้ใช้เข้ามาใช้บริการกว่า 3.9 ล้านราย/วัน
สำหรับแผนการลงทุนของ OR ในปีนี้ ทางบริษัทวางงบประมาณรวมทั้งสิ้น 18,700 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็นการเติบโตโดยธรรมชาติ (Organic Growth) 66.8% และการเติบโตจากการเข้าซื้อกิจการหรือร่วมทุน (Inorganic Growth) 33.2% ซึ่งกระจายลงในกลุ่มธุรกิจหลัก คือ
1. กลุ่มธุรกิจ Mobility ใช้งบลงทุน 10,300 ล้านบาท หรือ 55.1% เน้น
- การขยายและปรับปรุงเครือข่าย : เน้นการลงทุนใน PTT Station ทั้งการปรับปรุงสถานีเดิมและการเปิดสถานีใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพ เช่น ทางหลวงเส้นใหม่
- โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน : ลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษาท่อขนส่งน้ำมัน
- การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด : เร่งขยายจุดชาร์จ EV Station PluZ โดยเน้นการติดตั้งเครื่องชาร์จรูปแบบ DC Connector เพิ่มเติม เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้รถ EV ที่เพิ่มมากขึ้น
2. กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ใช้งบลงทุน 4,300 ล้านบาท หรือ 23.0% เน้น
- สร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศ (Ecosystem)
- Café Amazon : ลงทุนขยายสาขาและเสริมความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการจัดหาเมล็ดกาแฟ การคั่ว การจำหน่าย ไปจนถึงระบบคลังสินค้าและการกระจายสินค้า (Distribution/Warehouse)
- ธุรกิจใหม่และพันธมิตร (M&As / JVs) : งบส่วนหนึ่งถูกจัดสรรสำหรับการร่วมทุนและเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ รวมถึงโครงการโรงแรมราคาประหยัดร่วมกับ CENTEL ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ All Lifestyles
- ระบบปฏิบัติการ : ลงทุนในระบบ OASYS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจค้าปลีก
3. กลุ่มธุรกิจ Global งบลงทุน 1,400 ล้านบาท หรือ 7.5% เน้น
- การขยายความสำเร็จของโมเดลธุรกิจในไทยไปยังต่างประเทศอย่างระมัดระวัง
- การขยายสาขา : มุ่งเน้นการเปิด PTT Station และ Café Amazon ในต่างประเทศ
- กลยุทธ์การลงทุน : มีการปรับแผนการลงทุนโดยเน้นความรอบคอบและเลือกเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพเติบโตสูง (Selective Growth) เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในบางประเทศ

นอกจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลักข้างต้นแล้ว OR ยังจัดสรรงบอีก 2,700 ล้านบาท (14.4%) สำหรับกลุ่ม Innovation & New Business เพื่อลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต เช่น Virtual Bank รวมถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลและไอที เช่น แอปพลิเคชัน Blueplus+ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
“ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ OR สะท้อนความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยสามารถรักษาเสถียรภาพของธุรกิจควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering All toward Inclusive Growth” โดย OR ได้ใช้ความท้าทายเป็นโอกาสในการทบทวนและยกระดับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปี 2568 OR มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.2% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิจำนวน 11,304 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,654 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47.8% จากปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจและศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าว
ส่วนเป้าหมายในระยะยาว ทาง OR จะเน้นเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจให้เข้ากับการดำเนินชีวิตผู้คน โดยในมิติ Mobility OR มุ่งขยายบทบาทจากธุรกิจพลังงานไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของ OR เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น PTT Station และ EV Station PluZ โดยมีกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ OR Ecosystem โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่าง Café Amazon ซึ่งมีเครือข่ายรวมกว่า 4,600 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ

รวมถึงการต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทของสถานีบริการ PTT Station ให้เป็นมากกว่าการให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่หลากหลาย เติมเต็มคุณภาพชีวิต และเสริมความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem ให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความถี่ในการใช้บริการ และการใช้เวลาในพื้นที่ของผู้บริโภค โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในสถานีบริการจากเฉลี่ย 3.9 ล้านคนต่อวันเป็น 5 ล้านคนต่อวันในปี 2030
ส่วนแผนการใช้เงินลงทุนในอนาคต (CAPEX) ทาง OR วางแผนลงทุน 5 ปี รวมทั้งสิ้น 58,000 ล้านบาท การจัดสรรงบประมาณแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
- Mobility 65.2% เน้นการรักษาความแข็งแกร่งในธุรกิจหลัก
- Lifestyle 16.8% เพื่อการเติบโตในกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม
- Global 12.0% การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ
- OR Innovation 6.0% ลงทุนด้านนวัตกรรมและธุรกิจใหม่
สำหรับการแก้ปัญหาการดำเนินธุรกิจในประเทศกัมพูชาของ OR ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบริเวณชายแดน ส่งผลให้ยอดขายลดลงเหลือเพียงประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่าทาง OR มีแนวทางและแผนการจัดการไว้ตามลำดับขั้น คือ
- ใช้การประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง เพราะมีทั้งการสู้รบและการเจรจาสงบศึกสลับกันไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการค้าขายของแบรนด์ไทยในพื้นที่
- ใช้การบริหารจัดการต้นทุนภายในเพื่อลดค่าใช้จ่ายและควบคุมต้นทุนให้ธุรกิจสามารถประคับประคองตัวอยู่ได้ท่ามกลางยอดขายที่ตกลงอย่างมาก
- การวางแผนตัดสินใจในระยะสั้นจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางในการดำเนินธุรกิจในกัมพูชาต่อไป ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
- หากจำเป็นต้องถอนตัว OR จะพิจารณาถึงแนวทางการออกจากธุรกิจโดยมุ่งเน้นวิธีที่จะทำให้บริษัทได้รับผลกระทบหรือความเสียหายน้อยที่สุด
“กรณีของกัมพูชาถูกยกเป็นบทเรียนสำคัญของความเสี่ยงรายประเทศที่แม้จะมีการดำเนินงานที่ดี มีปั๊มเกือบ 200 แห่ง แต่ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ก็สามารถเปลี่ยนสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที
ทั้งนี้ ปัญหาในกัมพูชาส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมธุรกิจต่างประเทศโดยทำให้ EBITDA และกำไรสุทธิของ OR ในปีที่ผ่านมาลดลงจากที่ควรจะเป็น”
