พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ประเมินภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026 มองว่ายังเป็นปีที่เติบโตเล็กน้อย
เนื่องจากยังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับที่ต่ำ สงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงวิกฤตการณ์ระดับโลก สร้าง Never Normal ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน ซึ่งถึงแม้จะเผชิญความท้าทายแต่ก็ยังมี “สัญญาณบวก” จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและกระบวนการช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายการรวมหนี้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการกู้และลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าได้มากขึ้น
“ในโลกยุค never normal ที่ความไม่แน่นอนคือเรื่องปกติ Portfolio evolution คือคำตอบของการเติบโตอย่างยั่งยืน”
โดยมองว่าความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จะทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานการผลิตและการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ ในฐานะ “Global Safe Zone” และ “Second Home” เป็นปัจจัยผลักดันสู่ดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัย นี่คือโอกาสสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของกลุ่มบริษัทฯ ทั้งในพื้นที่ Phuket Pattaya และ Bangkok CBD สามารถสร้างยอดขายจากโอกาสข้างต้น มีลูกค้าต่างชาติกว่า 6,300 ล้านบาท จากลูกค้ากว่า 30 ประเทศ อาทิ Russia Taiwan Myanmar China และ Poland สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทยและแบรนด์ออริจิ้น
กลุ่มบริษัทฯ ยังคงเน้นจุดแข็งด้านทำเลใกล้แหล่งงานและนิคมอุตสาหกรรม ผลักดันลูกค้า B2B เติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากบริษัทต่างชาติที่ซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับพนักงาน Expat ระยะยาว พร้อมเป็นการขยายโอกาสต่อเนื่องไปยังธุรกิจคลังสินค้าในเครือภายใต้ Alpha Industrial Solutions และธุรกิจโรงแรมภายใต้ Origin Hotel ที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการลงทุนและการพักอาศัยในระยะยาว ขณะเดียวกัน เทรนด์ Pet Humanization ยังผลักดันดีมานด์คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มบริษัทฯ ได้เห็นโอกาสและพัฒนาโครงการรองรับดีมานด์ดังกล่าว โดยปัจจุบันกลุ่มบริษัทฯ ถือเป็นเจ้าตลาดคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ มีโครงการเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly Condominium) แล้วกว่า 25 โครงการ
การกระจายธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์ของ Origin Group จึงเข้ามาบริหารความเสี่ยงและคว้าโอกาสในโลกที่เปลี่ยนแปลง อาณาจักรธุรกิจของออริจิ้น ไม่ใช่เพียงกลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขายเพียงอย่างเดียว แต่เลือกดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์แบบ Diversify ครอบคลุมถึงธุรกิจใหม่ๆ ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก
โครงการคอนโดมิเนียมของ บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปี 2026 มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ ทำเลกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท รายได้ 4,500 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 12,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) ปัจจุบัน มี Backlog จากโครงการคอนโดมิเนียมที่แล้วเสร็จใหม่ ที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าในปี 2026 รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการรวมจาก 7 โครงการ
โครงการบ้านจัดสรรของ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ปี 2026 จะเปิดตัวใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท รายได้ 3,400 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 4,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) โดยยังคงจุดเด่นในเรื่องของทำเลศักยภาพ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการ ล่าสุดได้เปิดตัวโปรเจกต์ Brilliant Business Park พื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น (Multi-functional) ที่ผสานโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ : พระราม2 | บางนา-ตราด | อมตะซิตี้ |แหลมฉบัง l ระยอง รวมมูลค่า 1,200 ล้านบาท พร้อมจับตาเตรียมเปิดตัวโปรเจ็กต์จับกลุ่ม Lifestyle ของการใช้ชีวิตแบบเต็มรูปแบบเร็วๆนี้
กลุ่มธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรสมัยใหม่ ภายใต้ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI และบริษัทย่อยในเครือ วางเป้ารายได้ ปี 2026 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท พร้อมเปิดศักราชใหม่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุก Generation ตลอดทุกช่วงชีวิต ด้วย “PRIMO TRANSFORMATION ERA”
บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income Business) ครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) และกลุ่มธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) เปิดแผนธุรกิจปี 2026 เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอควบคู่การบริหารสินทรัพย์ตามโมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปี 2026 เป้าหมายธุรกิจ มีแผนเริ่มเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ จำนวน 4 โรงแรม มูลค่า 5,915 ล้านบาท* อาคารสำนักงานและโครงการพื้นที่เชิงพาณิชย์ 4 แห่ง มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท* ทั้งนี้ ยังมีแผน Divestment ในปีนี้อีก 4 โรงแรม รวม 1,011 ห้อง มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดพิเศษเพิ่มกว่า 1,300 ล้านบาทให้กับกลุ่มธุรกิจ
ตามโมเดลธุรกิจที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ รองรับการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในระยะยาวเป็น Cycle เพื่อมุ่งมั่นสร้างโอกาสเติบโตแบบคู่ขนาน
ด้าน บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ผู้พัฒนาธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ ณ สิ้นปี 2568 มีศูนย์กระจายสินค้ารวมทั้งสิ้น 403,859 ตารางเมตร เปิดดำเนินการแล้ว 382,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่า 95% โดยในปีนี้
มีแผนเปิดดำเนินการธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเพิ่มอีก 5 โครงการ กว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท และมีแผนนำสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 4 โครงการ ขนาดพื้นที่ 211,682 ตารางเมตร ในชื่อ “ALPHA REIT”