ยูนิโคล่ (UNIQLO) ประกาศเป้าหมายและแผนงานด้านความยั่งยืนของ ยูนิโคล่ ประเทศไทย พร้อมตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนเพื่อสังคมไทยและคนไทย ผ่านปรัชญา “ปลดล็อกพลังแห่งเสื้อผ้า” (Unlocking the Power of Clothing) มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายคุณภาพสูงให้กลายเป็น “พลังแห่งความดี” (Force for Good) โดยให้ความสำคัญกับผู้คน (People) โลก (Planet) และชุมชน (Community) พร้อมสานต่อกิจกรรมด้านความยั่งยืนระดับโลกในประเทศไทย ควบคู่ไปกับโครงการริเริ่มของยูนิโคล่ ประเทศไทย เพื่อสนับสนุนสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง
การเคลื่อนไหวของยูนิโคล่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพการขยับบทบาทจากแฟชั่นรีเทลสู่การเป็นแบรนด์ที่มุ่งสร้าง “คุณค่า” ควบคู่ “มูลค่า” และทำให้ ESG ไม่ใช่แค่กรอบรายงาน แต่เป็นโครงสร้างการขับเคลื่อนองค์กรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำของซัพพลายเชน ไปจนถึงปลายน้ำในชุมชนไทย
โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 15 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภารกิจของยูนิโคล่ไม่ได้มีเพียงการขยายร้านสาขาเพื่อให้คนไทยเข้าถึงไอเทมไลฟ์แวร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านความยั่งยืนเพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทย และสร้างสังคมที่น่าอยู่ในประเทศไทย

“เราทำกิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างครบวงจร ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน ผ่านกิจกรรมระดับโลกของบริษัทแม่ รวมถึงริเริ่มโครงการด้านความยั่งยืนต่างๆ โดย ยูนิโคล่ ประเทศไทย เพื่อตอบสนองกับสังคมไทยโดยเฉพาะ ผ่านการร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน วันนี้เรายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อโครงการและกิจกรรมด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมไทย”
ยูนิโคล่ ประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นว่า การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยพลังความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นการวางระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างจริงจังในมิติต่างๆ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
มิติสิ่งแวดล้อม บริษัทแม่อย่างฟาสต์ รีเทลลิ่ง ระบุถึงความสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 ได้ถึง 83.3% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 และเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 84.7% พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย 100% ภายในปี 2573 ขณะเดียวกัน การลดการปล่อยใน Scope 3 ตลอดห่วงโซ่คุณค่าลดลงแล้ว 18.6% และตั้งเป้าขยับเป็น 30% ภายในปี 2573
ในระดับประเทศ โครงการ RE.UNIQLO ได้สร้างระบบหมุนเวียนเสื้อผ้าอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการตั้งกล่องรับบริจาคทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2558 และส่งต่อเสื้อผ้าแล้วมากกว่า 430,000 ชิ้น ควบคู่กับ RE.UNIQLO STUDIO ที่มียอดซ่อมแซมเพิ่มขึ้นกว่า 110% สะท้อนการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคสู่การยืดอายุการใช้งานสินค้า อีกทั้งยังเริ่มจัดการขยะเชิงระบบใน 50 สาขา ด้วยการคัดแยก 5 ประเภทและไม่ส่งขยะไปฝังกลบ พร้อมเพิ่มสัดส่วนวัสดุปล่อย GHG ต่ำในผลิตภัณฑ์ โดยปัจจุบันอยู่ที่ 19.4% และโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลอยู่ที่ 46.4%

มิติสังคม ยูนิโคล่ตั้งกล่องรับบริจาคเสื้อผ้าที่ร้านสาขาทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2558 และได้ส่งมอบเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคมากกว่า 430,000 ชิ้น ให้แก่ผู้ที่ต้องการซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี โดยยูนิโคล่ได้ขยายบทบาทจากการบริจาคสู่การสร้างโอกาสอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ Warmth for All ซึ่งในปี 2568 นับเป็นปีที่ 3 ของการดำเนินโครงการ สามารถส่งมอบเสื้อผ้าได้มากเกือบ 67,000 ชิ้น ขณะที่ The Heart of LifeWear ในประเทศไทยบริจาคเสื้อฮีทเทค 15,000 ชิ้น แก่ชุมชนพื้นที่ห่างไกล
โครงการระดับโลกอย่าง PEACE FOR ALL สามารถสร้างกำไรกว่า 2.8 พันล้านเยน จากยอดขาย 9.6 ล้านตัว เพื่อนำไปสนับสนุนองค์กรพันธมิตรด้านมนุษยธรรม สำหรับประเทศไทย ฟาสต์ รีเทลลิ่งได้สนับสนุนงบประมาณ 60 ล้านเยน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพให้เยาวชนคลองเตยจำนวน 300 คน ในระยะเวลา 3 ปี สะท้อนแนวคิดการลงทุนในทุนมนุษย์ระยะยาว
มิติชุมชน ยูนิโคล่ได้ทำงานเชิงรุกทั้งในภาวะปกติและยามวิกฤต ผ่านการบริจาคเสื้อผ้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลายจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการเปิด UNIQLO Clothing Corner ที่ BKK Food Bank เพื่อให้กลุ่มเปราะบางสามารถเลือกเสื้อผ้าได้ด้วยตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชนในโครงการสิ่งแวดล้อมและพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเป้าหมายและแผนงานด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ ประเทศไทย ในปี 2569 คือการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ดีและลดลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมสังคมไทยอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ RE.UNIQLO ส่งเสริมการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ รวมถึงการขยายผลในด้านต่างๆ คือ
ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทจะขยายเป้าหมาย Zero Landfill ไปยังทุกสาขาและคลังสินค้าในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2573 รวมถึงเพิ่มสัดส่วนวัสดุยั่งยืนให้เข้าใกล้เป้า 50% ภายในปี 2573 และขยายการใช้ Regenerative Cotton อย่างต่อเนื่อง โดยยูนิโคล่วางแผนขยายผลความร่วมมือไปยังร้านยูนิโคล่ทุกสาขา รวมถึงคลังสินค้า หลังจากที่ในปี 2568 ร้านยูนิโคล่จำนวน 50 สาขา สามารถจัดเก็บและบริหารจัดการขยะได้อย่างเหมาะสมจากการอบรมคัดแยกขยะ 5 ประเภทอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถนำไปรีไซเคิลหรือแปรรูปเป็นพลังงานได้ง่ายขึ้น และมั่นใจว่าขยะจะไม่ถูกนำไปฝังกลบ

ด้านสังคม ยูนิโคล่ เดินหน้าโครงการ PEACE FOR ALL โดย ฟาสต์ รีเทลลิ่ง บริจาคเงิน 60 ล้านเยน จากการจำหน่ายเสื้อยืด PEACE FOR ALL ให้แก่ Save the Children เพื่อสนับสนุนการวางแผนจัดอบรมและกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจด้านการประกอบอาชีพให้แก่เยาวชน พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ฝึกการทำงานขั้นพื้นฐานภายในร้านสาขา เพื่อพัฒนาทักษะ ไปสู่การประกอบอาชีพที่พวกเขาสนใจต่อไปในอนาคต
ด้านชุมชน จะขยาย UNIQLO Clothing Corner ให้ครอบคลุมครบ 50 เขตในกรุงเทพฯภายในปี 2573 เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้าง และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมไทยอย่างยั่งยืน และสานต่อโครงการ PM2.5 Warrior Award เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชน โดยกำหนดจัดกิจกรรมขึ้นอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2569
จากแผนการทำงานทั้งหมดนี้ สะท้อนภาพว่า ยูนิโคล่กำลังยกระดับ ESG จากการดำเนินกิจกรรมรายโครงการ สู่การวางเป็นโครงสร้างธุรกิจที่มีเป้าหมายชัด วัดผลได้ และเชื่อมโยงกับการเติบโตระยะยาวของแบรนด์อย่างเป็นระบบ และหากมองในกลุ่มของธุรกิจค้าปลีก ยูนิโคล่ ประเทศไทย นับได้ว่า เป็นผู้นำด้าน Sustainability อย่างชัดเจน
โยชิทาเกะ วาคากุวะ กล่าวเสริมว่า เรื่องความยั่งยืนที่แท้จริงอาจวัดผลเป็นตัวเลขได้ยาก สำหรับ ยูนิโคล่ มองว่า หัวใจสำคัญของความยั่งยืนที่วัดผลได้ดี คือความไว้วางใจ ยูนิโคล่ จึงให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึกของลูกค้า" เป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะการยอมรับจากสังคม คือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด ลูกค้าจะรู้สึกได้เองว่า ยูนิโคล่ ได้สร้างประโยชน์ หรือสิ่งดีๆ ให้กับสังคมจริงหรือไม่
“ยูนิโคล่จึงสร้างแนวคิดการทำธุรกิจที่ยั่งยืนฝังไว้ในทุกกระบวนการการทำงาน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการส่งมอบเสื้อผ้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก เมื่อลูกค้าเชื่อมั่นและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นผลกำไรและยอดขายที่เติบโตเองโดยธรรมชาติ” โยชิทาเกะ วาคากุวะ กล่าว