ท่ามกลางวิวาทะเรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกวงสนทนาสะท้อนความห่วงใยอธิปไตย และอนาคตของชาติ
เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมกับสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา จัดเสวนา "วิถีพุทธกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา" มีวิทยากร คือพระเมธีวรญาณ คณบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980, คุณเชิดเกียรติ อัตถากร นายกสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา, คุณสนิทสุดา เอกชัย นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนสารคดีและคอลัมนิสต์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โดยมี คุณตวงพร อัศววิไล เป็นผู้ดำเนินรายการ

พระเมธีวรญาณ คณะบดี คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย กล่าวว่า ในภาวะที่สังคมต้องการความสมัครสมานสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจความเข้าใจกัน ต้องพูดถึงคุณค่าทางจิตใจทางพุทธศาสนา หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขเพื่อความเจริญรุ่งเรือง
“เราต้องเสนอในมิติของพระพุทธศาสนาว่าเราต้องการให้เกิดความสงบสุข ลดการเผชิญหน้าโดยยึดหลักสัมมาวาจา งดเว้นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ สิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งความบาดหมาง ความแตกแยกกันก็คือใช้สัมวาท รับฟังอย่างมีสติแทนการตอบโต้ด้วยอารมณ์ ใช้ปัญญาบรรเทาหรือคลี่คลายปัญหาได้อย่างไร”

ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่ควรตอบโต้ด้วยอารมณ์ การใช้กำลังหรือปลุกกระแสชาตินิยม เพราะจะทำให้ปัญหายิ่งยืดเยื้อ เป็นเรื่องที่ต้องใช้สติมองว่าเป็นเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเชื่อมโยงกันยาวนาน
คุณเชิดเกียรติ อัตถากร นายกสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา มองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องซับซ้อน มีประเด็นฝังลึกยาวนาน ผ่านมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม มีปมทางประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดความรู้สึกเรื่องชาตินิยมสูง การใช้วิถีพุทธเข้ามาแก้ปัญหาจะช่วยสร้างบรรยากาศดีในระยะยาว แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีของสถาบันสงฆ์ทั้ง 2 ประเทศ น่าจะเป็นกลไกสำคัญช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น จัดประชุมหรือทำกิจกรรมนานาชาติด้านศาสนา
คุณสนิทสุดา เอกชัย อดีตบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวว่า ปัจจัยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เริ่มจากประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมที่สอนให้เชื่อว่าไทยเป็นเจ้าของ อีกฝ่ายเป็นผู้รุกราน เป็นคนเจ้าเล่ห์ ทรยศ ส่วนฝ่ายกัมพูชาถูกสอนว่า ไทยขโมยวัฒนธรรมของเขา คำถามคือนี่เป็นความจริงทั้งหมดหรือแค่เรื่องเล่า ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีอคติ ความเกลียดชังเกิดขึ้น

คุณสนิทสุดา ตั้งคำถามว่า ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นพุทธเถรวาทสวดมนต์เหมือนกัน กราบพระเหมือนกัน เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น กลับเห็นแต่คำว่าต้องกำจัดศัตรู เสียงเชียร์สงครามดังมากกลบเสียงเมตตา
“ในที่สุดแล้ว คำถามอาจไม่ใช่ว่าใครถูกใครผิด แต่ถ้าความเมตตาของเราหายไปทันทีเมื่ออัตตาถูกกระทบ เรายังจะเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนได้ไหม สงครามครั้งนี้คือบททดสอบว่าเราศรัทธาอะไรจริงๆ ถ้าเข้าใจเหตุ เราก็จะแก้ที่เหตุ ถ้าเราเห็นว่าวิชาอวิชชาคือรากของปัญหา เราก็จะเริ่มที่ปัญญา คำตอบจากคำสอนของพระพุทธองค์ยังทรงพลังที่สุด
พระเมธีวรญาณ สรุปว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งต้องปลุกมนุษยธรรมขึ้นมา เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาความขัดแย้งแล้ว มนุษยธรรมจะสร้างความมั่นคงให้กับสุขภาพร่างกาย ชีวิตของเรา ของคนอื่น ทรัพย์สิน สังคม ครอบครัว คือถ้ามีมนุษยธรรมก็จะอยู่ร่วมกันได้เป็นปกติ และอ้างถึงคำกล่าวของ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในเวทีสัมวาท กล่าวเป็นภาษาบาลีถึงนิยามของคำว่ามนุษยธรรมชัดเจนอย่างยิ่งที่ว่า
สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺสสพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย
คนทั้งหลายทั้งปวง ย่อมหวาดกลัวต่ออาชญา
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ย่อมกลัวต่อความตาย
ควรทำตนเป็นอุปมาแล้ว ไม่ฆ่าเขาเอง ไม่พึงให้ผู้อื่นฆ่า
“ท้ายที่สุด ถ้าเราทำตัวให้เป็นเครื่องเปรียบ เอาใจเขามาใส่ใจเราก็จะไม่ฆ่าเอง ไม่เบียดเบียนเอง หรือไม่ใช้คนอื่นฆ่า ไม่ใช้ให้คนอื่นเบียดเบียน นี่คือการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และสันติสุขตลอดไป”