ในช่วงที่กำลังซื้อหลายกลุ่มชะลอตัว ตลาดเวชศาสตร์ความงามกลับยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มหัตถการแบบไม่ผ่าตัด (Non-invasive) อย่างการยกกระชับผิว ซึ่งมีมูลค่าราว 8,000–10,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยปีละ 8–12%
นายแพทย์ฐิติคมน์ ลิ้มรัตนเมฆา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออปติมาแอสเทติค จํากัด เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญเรื่องความสวยงาม วันนี้วิธีการใช้เงินเปลี่ยนไป จากเดิมที่การทำสวยคือการจ่ายก้อนใหญ่เพื่อเห็นผลลัพธ์ชัดในครั้งเดียว แต่ผู้บริโภคเลือกแบ่งทำถี่ขึ้น ทำแบบ Maintenance มากขึ้น และเลือกเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์ดูธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนโครงหน้าอย่างชัดเจน
“อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการลดการฉีดในปริมาณมาก เช่น ฟิลเลอร์ หรือโบท็อกซ์ แล้วหันมาใช้เครื่องมือยกกระชับที่กระตุ้นโครงสร้างผิวแทน รวมถึงกลุ่มอายุเริ่มต้นก็ลดลงเช่นกันจากเดิมอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบัน 25 ปีก็เริ่มทำแล้ว เพื่อชะลอปัญหาระยะยาว ตลาดจึงโตเพราะการมองความงามเป็นเรื่องการดูแลระยะยาว”

อีกมิติหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือโครงสร้างราคาของเครื่องมือความงามในประเทศไทย เครื่องบางรุ่นที่จำหน่ายในต่างประเทศในระดับ 3–4 ล้านบาท เมื่อเข้ามาในไทยอาจขยับไปแตะหลัก 10 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อเครื่องมีต้นทุนสูง คลินิกจำเป็นต้องตั้งราคาคอร์สให้สูงตามเพื่อให้คุ้มทุน และท้ายที่สุดผู้บริโภคปลายทางคือผู้รับภาระต้นทุน
Optima Aesthetic เห็นโอกาสจึงนำเข้าเครื่องยกกระชับ “ดูโบล้ทู” มาทำตลาดในประเทศไทย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยจุดเด่นด้านเทคโนโลยี มาพร้อมราคาที่เหมาะสม โดยมีการทำบันทึกข้อตกลงกับลูกค้าในการกำหนดราคาค่าบริการแก่คนไข้หรือคนทำสวยต่ำกว่าแบรนด์อื่น 20% เพื่อป้องกันการแข่งขันด้านราคา
จุดขายสำคัญของเครื่องยกกระชับ “ดูโบล้ทู” คือการรวมหลายพลังงานไว้ในเครื่องเดียว นั่นคือผสานพลังงาน MFU (Microfocused Ultrasound) และ RF (Radiofrequency) เพื่อยกกระชับได้หลายชั้นผิวพร้อมกัน ภายใต้เทคนิค Synergy Dotting ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะครั้งแรกของโลกโดย Hironic บริษัทชั้นนำด้านเครื่องมือเวชศาสตร์ความงามจากเกาหลีใต้ ที่ผ่านการรับรอง KFDA, CE และมาตรฐานทางการแพทย์สากล โดยใน 1 ช็อตของการรักษาเครื่องจะปล่อยพลังงาน RF เพื่อผิวชั้นบน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกระชับรูขุมขน และส่งพลังงาน MFU ลงไปลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นกล้ามเนื้อเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า และยังมอบประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะเรื่องความเจ็บที่ลดลงด้วย

แม้ธุรกิจหลักจะเป็น B2B ขายให้คลินิก แต่กลยุทธ์การตลาดกลับให้ความสำคัญกับ B2C อย่างชัดเจน เพราะในยุคที่ผู้บริโภคศึกษาข้อมูลเอง การสร้างการรับรู้ชื่อเครื่องในหมู่ผู้ใช้บริการจะกลายเป็นแรงผลักดันให้คลินิกตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น
บริษัทจึงเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์เป็น “ใหม่ ดาวิกา” เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นคลินิกความงามฝั่ง B2B ที่มีไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงใช้พลังอินฟลูเอนเซอร์ KOLs เป็นกระบอกเสียงเพื่อเจาะลูกค้า B2C สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า B2B วางเป้าหมาย เป้าหมายปี 2569 ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าผลักดันยอดขายเครื่องยกระชับผิวอีก 200 เครื่อง จากปีก่อนยอดขายกว่า 100 เครื่อง พร้อมตั้งเป้ารายได้แตะระดับ 1,000 ล้านบาทในระยะ 3–5 ปี
ในระยะยาว บริษัทมองไกลกว่าการเป็นผู้นำเข้า โดยมีเป้าหมายพัฒนาและผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยเอง หากทำได้สำเร็จ จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายไปสู่ผู้เล่นต้นน้ำของอุตสาหกรรม