หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Potato Corner วันนี้ “พีช–พชร จิราธิวัฒน์” กลับมาเขย่าวงการสแน็คไทยอีกครั้งด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ชื่อว่า MAW (มาว) ซึ่งครั้งนี้เขามาเพื่ออุดช่องว่างใหญ่ในตลาดขนมขบเคี้ยวที่หลายคนอาจมองข้าม
หากดูตลาดขนมขบเคี้ยวไทยข้อมูลจาก Savoury Snacks in Thailand โดย Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 55,322 ล้านบาทในปี 2025 สู่ 67,977 ล้านบาทในปี 2030 สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงมองหาสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence หรือความสุขที่จ่ายไหวโดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

1. ทำไมต้องชื่อ MAW?
ชื่อแบรนด์ MAW (มาว) มีที่มาจากคำระหว่าง Mouth (ปาก) และ Jaw (กราม) เพื่อสื่อถึงอารมณ์ของการเคี้ยวที่สนุกสนานและมีสไตล์ ตอบโจทย์ภาพลักษณ์ของคนกินที่เป็นกลุ่มช่างเลือก และพร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ
โดย MAW วางบทบาทตัวเองเป็น Tastemaker ภายใต้แนวคิด Elevate The Ordinary ที่ต้องการเปลี่ยนโมเมนต์ธรรมดาในชีวิตประจำวันให้พิเศษยิ่งขึ้นในแบบ Accessible Indulgence หรือความพรีเมียมที่เข้าถึงได้จริงโดยไม่ต้องรอจังหวะพิเศษ
2. แก้ Pain Point พรีเมียมแต่จับต้องได้
พีช พชร เลือกเจาะเซ็กเมนต์ที่มองว่าเป็นช่องว่างสำคัญ ระหว่างขนม Mass และขนมนำเข้าระดับพรีเมียม
“เรามองว่าตลาดขนมพรีเมียมในไทยที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์นำเข้า ซึ่งมีต้นทุนสูงจากทั้งภาษีและโลจิสติกส์ จนราคาขายไม่เอื้อต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่ขนมในกลุ่ม Mass แม้จะเข้าถึงง่าย แต่ยังขาดรสชาติที่แปลกใหม่และความพรีเมียมสไตล์ต่างประเทศ รวมถึงประสบการณ์ที่ยังไม่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่จริงๆ”

3. พลิกโฉมข้าวเกรียบกุ้งด้วย ‘French Fries Cut’
เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ MAW จึงเลือกเปิดตัวโปรดักต์แรกด้วย Premium Prawn Cracker ที่ฉีกทุกกฎข้าวเกรียบกุ้งเดิม ๆ ด้วยรูปทรง French Fries Cut (ทรงแท่งแบบเฟรนช์ฟรายส์) ทำให้ดูทันสมัย กินง่าย และเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมคัดสรรวัตถุดิบเกรดสูงเพื่อลดกลิ่นคาวกุ้งแบบเดิม ให้สัมผัสที่กรอบและพรีเมียมยิ่งขึ้น
เปิดตัว 3 รสชาติ
1. Spicy Mentaiko Mayo เค็มละมุนนัวๆ สไตล์ญี่ปุ่น
2. Cheddar Jalapeño เข้มข้นชีสตัดเผ็ดร้อนแบบเม็กซิกัน
3. Salted Rosemary Butter หอมสมุนไพรและเนยแบบยุโรป
มี 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 กรัม (ราคา 69 บาท) และขนาด 120 กรัม (ราคา 145 บาท)

4. กลยุทธ์เจาะ Niche Market และเป้าหมาย 70 ล้าน
ในตลาดสแน็คที่เต็มไปด้วยยักษ์ใหญ่ การลงสนามแบบหว่านแหอาจไม่ใช่คำตอบ พีช พชร จึงเลือกใช้กลยุทธ์ Selective Growth เน้นความแม่นยำของกลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งก่อนจะสเกลธุรกิจในอนาคต
โดยปักหมุดไปที่กลุ่ม Urban Tastemaker (อายุ 25–35 ปี) คนเมืองที่มีพฤติกรรมแบบ Quality over Quantity มักมองหาขนมที่สะท้อนตัวตนได้ ไม่ว่าจะวางบนโต๊ะทำงานหรือถ่ายรูปลงโซเชียลก็ต้องดูดี การเจาะ Niche Market นี้ช่วยให้แบรนด์สู้ด้วย Value แทนการทำสงครามราคา
พร้อม Exclusive Partnership กับ Tops 724 สาขาทั่วประเทศ เพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อ
สำหรับเป้าหมายในปีแรก MAW ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 55–71 ล้านบาท หรือประมาณ 0.1–0.13% ของมูลค่าตลาด เนื่องจากแบรนด์เลือกเริ่มต้นจากการทำตลาดในกลุ่ม Niche Market เพื่อทดสอบตลาดและสร้างฐานผู้บริโภคที่ชัดเจน ก่อนขยายสู่เซ็กเมนต์ที่กว้างขึ้นในระยะถัดไป
5. ก้าวต่อไป จากไทยสู่ “ฟิลิปปินส์”
แผนงานในระยะ 3–5 ปี MAW เตรียมต่อยอดสินค้าใหม่ ๆ และขยายสู่ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดขนมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านเหรียญฯ และมีพฤติกรรมการบริโภคใกล้เคียงกับไทย ที่สำคัญแบรนด์ยังมีแต้มต่อจากการมี Co-founder ชาวฟิลิปปินส์ ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งด้านพันธมิตรและ Local Insight
เรียกได้ว่าเมื่อ “ข้าวเกรียบกุ้ง” ถูกปัดฝุ่นใหม่จนกลายเป็นไอเทมไลฟ์สไตล์ในรูปทรง French Fries Cut คำถามที่ตามมานอกจากเรื่องของรสชาติแล้ว คือการที่แบรนด์น้องใหม่อย่าง MAW จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้ยักษ์ใหญ่ในตลาดต้องหันมามองเซ็กเมนต์ Premium-Mass นี้ได้มากน้อยเพียงใด…
ต้องมารอติดตามกันว่าแบรนด์น้องใหม่ของ พีช พชร ในครั้งนี้ จะกลายเป็น New Standard ใหม่ของวงการสแน็คไทยได้สำเร็จหรือไม่?
