ปี 2026 คือปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน ของจริงที่เกิดขึ้นพร้อมกันจาก 4 ปัจจัยใหญ่ โจทย์วันนี้ไม่ใช่แค่จะทำอย่างไรให้รอด แต่คือการสอนตัวเองและทีมงานให้พร้อมรับมือกับแรงกระแทกที่มีทั้งบวกและลบ เพราะในขณะที่บางธุรกิจกำลังหายไป อีกหลายธุรกิจกำลังใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้น
[ รับมือ 4 พลวัตใหญ่ที่เปลี่ยนโลก ]
- AI ยุคที่สำคัญที่สุด และอาจเป็นครั้งแรกที่หลายบริษัทกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น “AI-First Company” ไม่ได้หมายความว่าบริษัทต้องกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยี หรือบริษัท AI โดยตรง สิ่งที่เราทำได้คือ “การใช้ AI ให้เป็น”
และการใช้ AI ในวันนี้ไม่ใช่แค่ใช้เป็นเครื่องมือ แต่เริ่มใช้เหมือนเป็น “พนักงาน” ขององค์กรแล้ว AI คือ Force Multiplier ที่ช่วยให้คน 1 คนทำงานได้เท่ากับ 5 คน ช่วยลดภาระงานหลังบ้าน (Back-office) และเพิ่มประสิทธิภาพงานวิเคราะห์ระดับโลกได้โดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่มจำนวนมาก
วันนี้ไม่ใช่ว่าเราจะใช้ AI หรือไม่ แต่เราจะใช้มันเร็วแค่ไหน เชื่อว่าถ้าใครจับกระแส AI ได้ถูกจังหวะ โอกาสในการสร้างบริษัทใหม่ก็มีสูงมาก
- เศรษฐกิจและการค้าโลก สิ่งนี้ทำให้การแข่งขันทางการค้าระดับโลกเปลี่ยนไป หลายคนเริ่มพูดตรงกันว่ายุคของการค้าเสรีแบบเดิมกำลังจบลง สงครามการค้าและทุนจีนที่เข้ามาในไทยเป็นเพียงจุดเริ่มต้น SMEs ต้องเลิกแข่งที่ราคา แล้วหันไปสร้างแบรนด์หรือเลือกจับมือเพื่อรับเทคโนโลยีมาปรับใช้
- Longevity Economy ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อ Well-being และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน จะจับเทรนด์เหล่านี้มาใช้กับธุรกิจของเราอย่างไร เพราะโอกาสมีอยู่มาก และประเทศไทยเองก็มีข้อได้เปรียบหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการเกษตร อาหาร และสมุนไพร ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีศักยภาพสูง ถ้านำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาเป็นสินค้าและบริการใหม่ ๆ ก็มีโอกาสสร้างธุรกิจที่เติบโตได้
- Climate Change เป็นกติกาการค้าใหม่ กฎหมายคาร์บอนที่กำลังจะออกมาจะส่งผลกระทบโดยตรงโดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ใน Supply Chain ของบริษัทที่ส่งออกไปต่างประเทศ แนะนำว่าเรื่องความยั่งยืนไม่ควรอยู่แค่ในแผนก CSR แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร เริ่มสำรวจว่าธุรกิจของเราปล่อยคาร์บอนจากจุดไหนบ้าง รวมถึงคิดว่าจะลดผลกระทบได้อย่างไร หากปรับตัวก่อนจะกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

[ เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ]
- Vanishing Middle อวสานชนชั้นกลาง > K Shaped Consumer
สิ่งที่เห็นชัดในปัจจุบันคือ ผู้บริโภคคนเดียวกันอาจมีพฤติกรรมสองแบบ
กลุ่มแรกคือ Value Conscious ที่ต้องการสินค้าราคาประหยัดก็ยังต้องการฟังก์ชันที่ดี ตัวอย่างเช่นกาแฟราคาประหยัดที่ยังคงคุณภาพดี หรือแบรนด์ที่สามารถทำสินค้าในราคาที่เข้าถึงได้แต่ยังมีคุณภาพ
กลุ่มสองคือ Micro-Luxury ประหยัดค่าใช้จ่ายในบางเรื่อง แต่ก็ยังอยากให้รางวัลตัวเองด้วยสิ่งเล็ก ๆ เช่น น้ำหอมขนาด 10 มิลลิลิตร อาหารมื้อพิเศษ หรือการไปพักโรงแรมที่ให้ประสบการณ์ดี ๆ แม้จะไม่สามารถซื้อของหรูชิ้นใหญ่ได้ แต่การได้ของเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างความสุขได้
- The Paradox คนคนเดียวกัน อยู่สองขั้วได้
พฤติกรรมผู้บริโภควันนี้จึงดูเหมือนขัดแย้งกัน คนยอมเดินไปซื้อข้าวแกงราคาถูกในซอยลึก เพื่อเก็บส่วนต่างไว้ซื้อกาแฟแก้วละ 200 บาทหน้าออฟฟิศ เพราะให้ประสบการณ์ที่ต่างออกไป
สิ่งนี้หมายความว่าสินค้าจำนวนมากจะไม่มีตำแหน่งตรงกลางอีกต่อไป ธุรกิจต้องเลือกว่าจะตอบโจทย์ตลาดราคาที่เข้าถึงได้ หรือจะตอบโจทย์ประสบการณ์และความพิเศษอย่างชัดเจน
- Joy Economy ผู้บริโภคเริ่มมองหาความสุขที่แท้จริงมากกว่าแค่ความสุขชั่วคราว
ในอดีตสินค้าอาจขายด้วยฟังก์ชัน วันนี้ผู้บริโภคต้องการความรู้สึกมากขึ้น ความสุขอาจมาในหลายรูปแบบ เช่น ความรู้สึกสงบ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ความทรงจำที่ดี หรือความภูมิใจในการใช้สินค้า
ถ้าสินค้าสามารถสร้างความรู้สึกเหล่านี้ได้ โอกาสในการตัดสินใจซื้อก็จะสูงขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งคือวันนี้ยอดวิวอย่างเดียวไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จอีกต่อไป เพราะต่อให้มียอดวิวเป็นน้อย ถ้ายอดขายเกิดขึ้นจริงหรือมีคอมมูนิตี้ที่แข็งแรง ธุรกิจก็สามารถเติบโตได้
สิ่งสำคัญคือการทำให้คน “จำแบรนด์ได้” และ “พูดถึงแบรนด์ต่อ”
สุดท้าย Mass Marketing แบบเดิมกำลังลดความสำคัญลง ปัจจุบันผู้บริโภคแบ่งตาม Psychographics และความสนใจเฉพาะทาง หรือที่เรียกว่า “ชนเผ่า” (Tribes) เพราะผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันมาก แม้จะมีอายุหรือรายได้ใกล้เคียงกัน แต่จิตวิทยา ความเชื่อ และไลฟ์สไตล์อาจต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นธุรกิจจึงต้องเริ่มนิยาม “ชนเผ่าของตัวเอง” หรือกลุ่มลูกค้าที่มีความเชื่อและความสนใจร่วมกันให้ชัดเจน บางครั้งลูกค้าไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก ขอเพียงเป็นกลุ่มที่รักแบรนด์จริง ๆ และพร้อมสนับสนุนแบรนด์ก็เพียงพอแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความเร็วในการปรับตัว” เพราะในยุคนี้คนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดมักจะมีโอกาสมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ก็ตาม

[ ทางรอดสำหรับ SMEs ]
- Define Your Tribe เลิกถามว่าลูกค้าอายุเท่าไหร่ แต่ถามว่าเขาเชื่อในอะไร และแสดงออก Identity แบบไหน หาให้เจอว่า “ชนเผ่า” ของคุณคือใคร ไม่จำเป็นต้องมีลูกค้าเยอะ แต่ต้องเป็นลูกค้าที่ใช่และพร้อมจ่าย
- Be a Cultural Player มีบทบาทใน Community ไม่ใช่แค่คนขายของ แต่เป็นคนวงในที่พูดภาษาเดียวกัน
- Create Retailtainment การช้อปปิ้งเป็นการเสพความบันเทิงและวัฒนธรรม
[ Authenticity Wins จริงใจชนะ กับกฎ 3R ]
- REAL จริงใจ ห้ามโกหก ห้าม Greenwashing
- Raw ดิบ ไม่ต้องเนี๊ยบ ดูเหมือนชีวิตจริง
- Relevant เชื่อมโยงกับ Community ของลูกค้า

[ Framework T.H.R.I.V.E เพื่อ SMEs ไทย ]
- T: Turn Crisis into Opportunity เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
- H: Humanize Your Brand รู้จักลูกค้าของเรา
- R: Reskill & AI-First ต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านดิจิทัล
- I: Intergrate Partners หาพาร์ทเนอร์ร่วมเดินทาง “ไม่มีใครรอดคนเดียว”
- V: Vigilant but Visionary มองเทรนด์ให้ออก แต่ออกตัวอย่างระมัดระวัง
- E: Embrace Authenticity รักษาความจริงใจและความเป็นตัวตนของแบรนด์
“ในโลกที่ผันผวนคนที่รอดไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวเร็วที่สุด มองเทรนด์ให้ขาด ลงมือทำให้ไว แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยความจริงใจ” นครินทร์ ทิ้งท้าย