“จากยุคอากงที่เริ่มสร้างธุรกิจ ยุคพ่อแม่ผลักดันให้แบรนด์ ‘แมส’ สู่ยุคปัจจุบันที่เราต้องการทำให้แบรนด์ ‘ยั่งยืน’ (Sustainability) และมีประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency) ท่ามกลางกระแส Globalization ของโลกธุรกิจยุคใหม่”
นี่คือมุมมองของ ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการวิจัยและพัฒนา บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด หนึ่งในทีมผู้บริหารเจนเนอเรชันที่ 3 ของ “ฮาตาริ” เมื่อวันประกาศแผนงานด้านความยั่งยืน
สะท้อนถึงโลกธุรกิจยุคใหม่ที่คำว่า Sustainability ไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” แต่กำลังเป็น “เงื่อนไขใหม่ของการเติบโตอย่างยั่งยืน” แบรนด์ที่เคยแข็งแรงจากสินค้าเพียงอย่างเดียว จึงถูกท้าทายให้ต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่จะผลิตอะไร หรืออยากขายอะไรเหมือนเมื่อก่อน แต่วันนี้ต้องคิดไปจนสุดปลายทางว่า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผลิตออกไปจะ “ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร” และจะจบลงที่ไหน
สัปดาห์ก่อน “ฮาตาริ” ผู้ผลิตพัดลมรายใหญ่ของประเทศไทย ประกาศแผนงานด้านความยั่งยืน สร้างระบบรีไซเคิลครบวงจร ด้วยการทำแคมเปญ “เทรดอิน” (Trade-in) ชวนลูกค้านำพัดลมเก่าแบรนด์ใดก็ได้ มาแลกรับส่วนลด 200 บาท ในการซื้อพัดลมใหม่ผ่านเว็บไซต์ www.hatari.co.th ภายใต้โปรเจกต์รักษ์โลก “Fan It Forward”
โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการทำลายพัดลมแบบทั่วไปราว 5 กิโลกรัม CO₂e ต่อพัดลม 1 ตัว พร้อมตั้งเป้าจะมีผู้นำพัดลมเก่ามาร่วมโครงการ 4,000 ตัว ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มาถึง 20 ตัน CO₂e ในปี 2570

Fan It Forward เป็นโปรเจกต์ต่อเนื่องที่ฮาตาริเริ่มทดลองดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2568 เพื่อรับมือกับปัญหาจากการกำจัดขยะไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาและไมโครพลาสติกจากการฝังกลบขยะ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี หากไม่มีการจัดการขยะที่ถูกต้อง ฮาตาริในฐานะผู้ผลิตพัดลมที่มีความเชี่ยวชาญและความรู้เชิงลึกด้านวัสดุ โดยเฉพาะพลาสติกและชิ้นส่วนของพัดลม จึงต้องการให้การจัดการผลิตภัณฑ์หลังการใช้งานเกิดขึ้นอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัทจึงริเริ่มแนวคิดการรีไซเคิลพัดลมแบบครบวงจร เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนพลาสติกและวัสดุต่างๆ จากพัดลมจะถูกนำกลับมารีไซเคิล หรือกำจัดอย่างเหมาะสมตามกระบวนการที่ถูกต้อง จากการประเมินเชิงสิ่งแวดล้อม การนำวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ยประมาณ 4–5 กิโลกรัม CO₂e ต่อกิโลกรัม ของวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการพัดลมอย่างถูกต้องสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ
ชัญญา พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานขายและการตลาด บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด กล่าวว่า ฮาตาริมีเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบรีไซเคิลนี้ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พัดลมทุกตัวสามารถเข้าสู่ระบบการจัดการที่เหมาะสม และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างแท้จริง และสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนทั่วไปให้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการขยะอย่างถูกวิธี
“ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ฮาตาริเชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ยั่งยืนจะต้องเติบโตไปพร้อมกับสังคม จึงริเริ่มโครงการ ‘Fan It Forward’ ซึ่งเป็นโมเดลแบบเทรดอิน (Trade-In) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับแนวคิดเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าร่วมกับแบรนด์ และยังตั้งเป้าขยายโครงการ Fan It Forward ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดย บริษัทวางแผนขยายจุดรับพัดลมให้ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัดภายในปี 2569”

ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการวิจัยและพัฒนา บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันทางฮาตาริกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิลให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยมีแผนจะนำผลิตภัณฑ์จากการรีไซเคิลบางส่วนมาใช้เป็นสื่อจัดแสดงบนชั้นสินค้า เพื่อลดการผลิตวัสดุใหม่ และบางส่วนจะนำไปใช้เป็นของที่ระลึกพิเศษ เพื่อส่งต่อคุณค่าของการรีไซเคิลและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในระยะยาว ฮาตาริยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้การเติบโตของแบรนด์เดินไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรของโลกต่อไป
“Sustainability Goal คือเราอยากทำให้เกิดขึ้นจริง เราตั้งใจเป็นแบรนด์ฮาตาริเป็นแบรนด์ที่ซินเซียกับผู้บริโภค อย่างแท้จริง สำหรับพัดลมที่เก่าแล้วไม่มีที่ไป เราขอเป็นบ้านที่รับมาสร้างชีวิตใหม่ อยากให้ติดตามกันต่อไปว่า Journey ของพัดลมเก่าเหล่านี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร ในเชิงการตลาดเราไม่ได้ออกแคมเปญ Sustainability มาเพื่อสร้างยอดขาย เพราะคนสามารถซื้อพัดลมได้ตลอดเวลา แต่เราอยากทำ Sustainable System นี้ให้ถูกต้อง”
สำหรับกระบวนการรีไซเคิลครบวงจร เริ่มต้นจากการแยกวัสดุออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อนำแต่ละส่วนเข้าสู่ระบบรีไซเคิลต่อไป โดย พลาสติก - นำไปบดเป็นเม็ดพลาสติก ก่อนนำไปฉีดเพื่อขึ้นรูปทรงต่างๆ ปัจจุบันสามารถแปรรูปเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่สามารถนำไปประดิษฐ์พวงกุญแจ และมีแผนพัฒนาให้สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจะนำไปมอบให้กับองค์กรต่างๆ กระจายออกสู่สังคม เหล็ก – นำไปหลอมเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่ และ ทองแดง – นำไปหลอมเพื่อนำกลับมาใช้เป็นสายไฟทองแดงใหม่อีกครั้ง
Hatari Fan It Forward ยังได้ร่วมมือกับโครงการ Recycle Day Thailand จัดจุดรับแลกพัดลมเก่า เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลครบวงจรจำนวน 7 จุด ได้แก่ เมกาบางนา, บล็อก 28, เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เวสต์วิลล์, เซ็นทรัล ศรีราชา โดยผู้นำพัดลมมาแลกจะยังคงสามารถรับเวาเชอร์ส่วนลด 200 บาท ได้ด้วยตนเอง กิจกรรม Hatari Fan It Forward จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมฉลองครบรอบ 35 ปีของฮาตาริ แต่ยังเป็นอีกก้าวหนึ่งของการชวนผู้คนให้หันกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการขยะอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย

การให้ผู้บริโภคนำพัดลมเก่ามาแลกส่วนลด เป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางการตลาดที่ช่วยดึงพัดลมเก่าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลครบวงจร เป็นการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากเดิมเป็นแบบเส้นตรงที่เคยจบลงเมื่อสินค้าถูกขายไป สู่โมเดลแบบหมุนเวียนที่แบรนด์เข้าไปอยู่ในทุกช่วงวงจรชีวิตสินค้า ซึ่งการที่ฮาตาริเปิดรับ “ทุกแบรนด์” ยังมีนัยสำคัญที่ไม่ใช่แค่การขยายฐานลูกค้า แต่ทำให้ฮาตาริขยับไปสู่ Category Ownership เป็นแบรนด์แรกที่ลูกค้านึกถึงอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 ของฮาตาริ (Hatari) ภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่ 3 แบรนด์ได้มีการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากการเน้นการสร้างฐานธุรกิจในยุคบุกเบิกของอากง (จุน วนวิทย์) ผู้ก่อตั้งบริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด เชื่อมต่อมาสู่รุ่นที่ 2 กับการสร้างความนิยมในวงกว้าง (Mass) มาถึงปัจจุบันเป็นยุคของทายาทรุ่นที่ 3 ที่ต้องพร้อมรับมือกับความท้าทายของธุรกิจยุคใหม่ผ่านแนวคิดความยั่งยืน (Sustainability) และการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ในทุกกระบวนการอย่างจริงจัง
หัวใจสำคัญของการบริหารในยุคเจเนอเรชันที่ 3 คือการบูรณาการความยั่งยืนให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานพื้นฐาน โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ (Design Point) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบให้น้อยลงแต่ยังคงประสิทธิภาพสูงสุด แบรนด์ให้ความสำคัญกับการ "ทำจริง" ภายในองค์กรมากกว่าการใช้ความยั่งยืนเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ (Greenwash) โดยเชื่อว่าความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มจากการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค
ฮาตาริยังปรับกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Eco-conscious) มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงเพื่อให้อายุการใช้งานยาวนาน พร้อมทั้งมีการวางระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าแบรนด์จะเติบโตควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
