BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
860
VIEWS

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

มี.ค. 27, 2569
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่   28 ก.พ. 69 ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในเบื้องต้น ได้ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่  1. ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก supply ที่ตึงตัว และ 2. ค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลเมนเดบที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง

โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะ
เวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะกระทบต่อธุรกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

⦁ Immediate Concerns ได้แก่ Transport Disruption และสัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก 

⦁ Biggest Concerns ได้แก่ การขาดแคลนสินค้าของภาคการผลิตไทย และราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่ม
ขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตรใน เดือน เม.ย. 69

⦁ Future Concerns ได้แก่ ค่าไฟฟ้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 ราคาตั๋วเครื่องบินที่มีโอกาสยืนสูงเป็นระยะเวลานาน และความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี กระทบผลผลิตสินค้าเกษตร โดยรายงานฉบับนี้ Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 
 
Macro Trigger : ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งทำให้การขนส่งปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของตลาดน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ มี.ค. 69 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเพิ่มขึ้นแตะ 106-140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในช่วง มี.ค.-พ.ค. 69 ก่อนที่จะทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือปรับตัวขึ้น 32%YoY 

ในปี 2568 ไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 60% (ที่มา: Trade Map) และส่วนใหญ่นำเอาน้ำมันดิบเหล่านั้นมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบดูไบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ มี.ค. 69 ย่อมส่งผลให้ราคาขายหน้าโรงกลั่น และราคาขายปลีกของน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง รวมทั้งทำให้ค่าครองชีพของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
Macro Trigger : ค่าระวางปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากการขนส่งสินค้าทางทะเลที่หยุดชะงักจากความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลเมนเดบ ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง

สำหรับไทย การขนส่งสินค้าทางทะเลจากไทยไปยังปลายทางสำคัญส่วนใหญ่ยังสามารถขนส่งได้ ยกเว้นเส้นทาง Thailand-Jebel Ali (Dubai) ที่สายเรือส่วนใหญ่ได้ระงับการให้บริการ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปลายเดือน ก.พ. 69 

ขณะที่การขนส่งสินค้าทางทะเลในบางเส้นทาง เริ่มเห็นผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้นแล้ว เช่น ค่าระวางเรือจากไทยไปยังยุโรปที่มีการปรับขึ้นกว่า 24% จากช่วงก่อนความไม่สงบ เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่เลี่ยงแล่นผ่านทะเลแดง โดยอ้อมแหลม Good Hope ที่ใช้เวลาและเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือไทยไปยังสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ปรับขึ้นราว 4-7%
 
อย่างไรก็ดี ค่าระวางเรือระหว่างไทยกับประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ยังไม่ปรับตัวมากนัก แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
Immediate Concerns : Transport Disruption 

คาดว่าในเดือน มี.ค. 69 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงราว 3.9 แสนคน คิดเป็นค่าใช้จ่ายภาคท่องเที่ยวที่หายไปราว 25,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

⦁ ผลกระทบทางตรง - จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากสถานการณ์ความไม่สงบ แม้กลุ่มดังกล่าวจะมีสัดส่วนเพียง 3.5% แต่ก็เป็นกลุ่มที่มี Spending per Head สูง

⦁ ผลกระทบทางอ้อม - จากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป (ไม่รวมรัสเซีย) และสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่ไม่สามารถบินผ่าน หรือเปลี่ยนเครื่องที่ Hub การบินในตะวันออกกลาง เช่น สนามบินดูไบ โดฮา และอาบูดาบี ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วนถึง 21%

ทั้งนี้ หากสงครามยืดเยื้อราว 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงถึง 9.8 แสนคน    คิดเป็นรายได้ท่องเที่ยวที่หายไปถึง 64,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังได้รับแรงหนุนบางส่วนจากนักท่องเที่ยว Short-haul ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น ซึ่งประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 33.7 ล้านคน ยังมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 2.4%YoY
Immediate Concerns : สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก

ในช่วงที่เหลือของเดือน มี.ค. 69 มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติก เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบแนฟทามาผลิตเม็ดพลาสติกได้ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยต้องหยุดการผลิตชั่วคราว โดยเฉพาะผู้ผลิตเม็ดพลาสติกที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ การขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 2.4 ล้านตัน หรือราว 40% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ โดยผลกระทบจะถูกส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมการแพทย์ (เช่น กระบอกเข็มฉีดยา สายน้ำเกลือ)
Biggest Concerns : การขาดแคลนสินค้าของภาคการผลิตไทย

ทั้งนี้ ผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติก คาดว่า จะชัดเจนภายในช่วงเดือน เม.ย. 69 โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน อาจมีความเสี่ยงที่จะมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบอย่างน้อยราว 1.2 ล้านตัน หรือราว 13.8% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้สต็อกแนฟทาไม่เพียงพอต่อการผลิต รวมถึงกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ โดยปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำต่อไป

ส่วนบริษัทปิโตรเคมีที่มีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ รวมถึงใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นหลักยังมีแนวโน้มดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 40-50% ของการผลิตทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ดี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
 
นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยที่กดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกของไทย

แม้ว่าราคาเม็ดพลาสติกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ราคาเม็ดพลาสติกอาจปรับขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากความต้องการใช้เม็ดพลาสติกมีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า เช่น จีน และอาเซียน ประกอบกับยังมีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ในจีน โดยคาดว่าราคาเม็ดพลาสติก PE, PP และ PET เฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1,082 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 14%YoY
อย่างไรก็ดี ราคาแนฟทาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 34%YoY จึงอาจกดดันให้ส่วนต่างระหว่างราคาเม็ดพลาสติกและราคาแนฟทา (Spread) เฉลี่ยในปี 2569 มีแนวโน้มแคบลงมาอยู่ที่ราว 280 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือลดลงราว -20%YoY ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิด COVID (ปี 2560-2562) ที่ราว 560 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลลบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ

ขณะที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาเม็ดพลาสติกที่เพิ่มขึ้น (เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลักคิดเป็นสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนรวม) ทำให้เมื่อราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับ ส.อ.ท. เผยว่าผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยราคาเม็ดพลาสติก PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และส่งผ่านไปยังราคาบรรจุภัณฑ์ปลายทางราว 10-20%

อีกทั้งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เม็ดพลาสติกเช่นเดียวกัน เช่น อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 0.93, 0.87 และ 0.36 ล้านตัน หรือราว 16%, 15% และ 6% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ ตามลำดับ
 
Biggest Concerns: ทิศทางราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตร ใน เม.ย. 2569 
 
Krungthai COMPASS คาดว่า ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีจะเพิ่มขึ้นจาก 32 บาท/ลิตร ในปี 2568 เป็น 35.7 บาท/ลิตรในปี 2569 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะทยอยเพิ่มขึ้นจาก 32.1 บาท/ลิตรในช่วง มี.ค. 69 เป็น 41.0 บาท/ลิตร ในช่วง เม.ย. 69 และ 45.3 บาท/ลิตร ในช่วง พ.ค.69 เพราะต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.69) ก่อนที่คาดว่าจะทยอยลดลงในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569 

ทั้งนี้ การประเมินราคาน้ำมันดีเซลดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปราว 68,400 ล้านบาทในช่วง มี.ค.-เม.ย.69 ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ราว 28,400 ล้านบาท (ณ 1 มี.ค.69)1 และการกู้เงินเพิ่มเติมราว 40,000 ล้านบาท2 และไม่ใช้กลไกการลดภาษีสรรพสามิต
อย่างไรก็ดี หากภาครัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกต่างๆ อาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีโอกาสที่จะปรับลดลงจากราคาที่ประเมินในข้างต้น 
 
1 ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (1 มี.ค. 69) 
2 ข้อมูลจากบทความ เรื่อง “ ‘รัฐบาล’ ลุยแผนขยับราคาดีเซลรับวิกฤตตะวันออกกลาง-กองทุนน้ำมันติดลบหมื่นล้าน”,นสพ.กรุงเทพธุรกิจ (12 มี.ค.69) 
Future Concerns: ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะมากกว่า 4 บาท/หน่วยไฟฟ้าในช่วง ก.ย.-ธ.ค.69

Krungthai COMPASS คาดว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะแตะ 4.14 บาท /หน่วยไฟฟ้าในงวด ก.ย.-ธ.ค. 69  หลังภาครัฐที่มีแนวโน้มที่จะตรึงค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วยไฟฟ้าในงวด ม.ค.-ส.ค. 693 ผ่านการใช้กลไกต่างๆ เพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงก.ย.-ธ.ค.69 ตามแนวโน้มราคา JKM LNG ในช่วงเวลาดังกล่าว 

ทั้งนี้ การประเมินนี้อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าภาครัฐใช้กลไกต่างๆในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 20 สตางค์/หน่วยไฟฟ้า ในช่วง พ.ค.-ส.ค. 69 และไม่มีการอุดหนุนค่าไฟฟ้าในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 
 
3 ข้อมูลจากบทความ เรื่อง “รมว.พลังงาน เล็งตรึงค่าไฟ 3.88 บาท/หน่วยไฟฟ้า งวดใหม่ สวนทางต้นทุน LNG พุ่ง”,นสพ.ข่าวหุ้น( 17 มี.ค. 69) 

ราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานที่สูง
 
การที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เม.ย.-พ.ค. 69 ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันต่อต้นทุนทั้งหมดที่สูง ได้แก่ ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารทางถนน (ค่าน้ำมัน คิดเป็น 27.8% ของต้นทุนทั้งหมด) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล (26.3%) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน (20.0%) ธุรกิจผลิตเหล็ก (7.2%)

นอกจากนี้ การที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนไฟฟ้าต่อต้นทุนทั้งหมดที่สูง  ได้แก่ ธุรกิจโรงน้ำแข็ง (ค่าไฟฟ้าคิดเป็น 32.4% ของต้นทุนทั้งหมด) ธุรกิจคลังสินค้า (16.8%) ธุรกิจผลิตและจัดหาน้ำ (14.6%) ธุรกิจโรงแรม (14.0%) ธุรกิจผลิตซีเมนต์ (11.0%) และธุรกิจผลิตเหล็กและเหล็กกล้า (6.8%) 
Future Concerns: หากราคาตั๋วเครื่องบินยืนสูงเป็นระยะเวลานาน 
 
โดยสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมัน Jet Fuel เพิ่มสูงขึ้นกว่า 100% ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจากการจำกัดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินในหลายเส้นทางปรับสูงขึ้น และหากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง อาจกระทบต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว Short-haul ในอนาคต
 
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นเทรนด์ของนักท่องเที่ยวยุโรปที่หันมาเดินทางท่องเที่ยวในโซนยุโรปเอง แทนการเดินทางมายังฝั่งเอเชียมากขึ้น จากปัญหาเรื่องเที่ยวบินยกเลิก การบินอ้อม ทำให้ระยะเวลาเดินทางนานขึ้น ส่งผลให้ราคาตั๋วสูงขึ้น และต้นทุนในการเดินทางเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจเป็น Downside ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569
Future Concerns: ความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี กระทบผลผลิตสินค้าเกษตร

ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย หรือราว 5-6 ล้านตันต่อปี โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางมากถึง 2.2 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 34% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย โดยในแต่ละปี ไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยราว 2 ใน 3 ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด เพื่อนำมาผสมตามสูตรของผู้ผลิตแต่ละราย โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่มีสัดส่วนมากถึง 50% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจากตะวันออกกลางมากถึง 1.8 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 55% ของปริมาณการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่นำเข้าจากซาอุดิอาระเบีย (33%) โอมาน (11%) และกาตาร์ (9%) ทำให้ไทยมีความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจกระทบปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น
กรมการค้าภายในชี้ว่าไทยจะยังมีสต็อกปุ๋ยเพียงพอถึง ส.ค. 69 ทำให้ตั้งแต่ ก.ย. 69 เป็นต้นไปมีความเสี่ยงจะขาดแคลนปุ๋ย หากการนำเข้าและการ Restock ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเกษตรที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยในการเพาะปลูกสูงสุดราวครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งหมดในพืชเกษตรไทย โดยคาดว่าในช่วงต้นฤดูเพาะปลูกข้าวนาปีที่เริ่ม พ.ค. 69 อาจยังไม่เห็นการขาดแคลนปุ๋ยชัดเจน เพราะยังมีสต็อกเดิมอยู่ แต่ในการเพาะปลูกช่วง ก.ย.-ต.ค. 69 อาจมีความเสี่ยงในการขาดแคลนปุ๋ย ซึ่งจะกดดันให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี กระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร (ผลผลิตข้าวนาปีคิดเป็น 76% ของผลผลิตข้าวทั้งหมด) ขณะที่การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของผลผลิตต่อไร่ของข้าวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคานำเข้าปุ๋ยเคมี พบว่า ราคานำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้ผลผลิตต่อไร่ของข้าวลดลงราว -0.06% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ประเมินสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนภาคเกษตรปรับตัวสูงขึ้น และหากปุ๋ยขาดตลาด หรือราคาแพง เกษตรกรอาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใส่ปุ๋ยทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยและคุณภาพไม่ดี
 
ข้าว ทูน่ากระป๋อง และไก่ อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security

ประเทศในตะวันออกกลางยังผลิตสินค้าเกษตรและอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ ดังนั้น หากสถานการณ์ดังกล่าวบรรเทาลงจนกลับมาขนส่งสินค้าได้ หรือหากรัฐบาลไทยสามารถเจรจากับอิหร่านเพื่อเปิดโอกาสให้เรือสินค้าจากไทยส่งออกอาหารไปยังตะวันออกกลางในช่วงภาวะสงครามได้ อาจทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากความกังวลด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยข้อมูลจาก USDA ชี้ว่า กลุ่มประเทศตะวันออกกลางสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 37% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะปลา ข้าว และไก่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกและเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประเทศในตะวันออกกลางผลิตได้เพียง 3% 25% และ 78% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด ตามลำดับ ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปตะวันออกกลางราว 6.8 หมื่นล้านบาท หรือราว 4.0% ของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด อย่างไรก็ดี ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่ยาวขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารต้องประเมินความคุ้มค่าในการส่งออกอย่างรอบด้านและระมัดระวังมากขึ้น
 

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact