Immediate Concerns : สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก
ในช่วงที่เหลือของเดือน มี.ค. 69 มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติก เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบแนฟทามาผลิตเม็ดพลาสติกได้ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยต้องหยุดการผลิตชั่วคราว โดยเฉพาะผู้ผลิตเม็ดพลาสติกที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ การขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 2.4 ล้านตัน หรือราว 40% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ โดยผลกระทบจะถูกส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมการแพทย์ (เช่น กระบอกเข็มฉีดยา สายน้ำเกลือ)
Biggest Concerns : การขาดแคลนสินค้าของภาคการผลิตไทย
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติก คาดว่า จะชัดเจนภายในช่วงเดือน เม.ย. 69 โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน อาจมีความเสี่ยงที่จะมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบอย่างน้อยราว 1.2 ล้านตัน หรือราว 13.8% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้สต็อกแนฟทาไม่เพียงพอต่อการผลิต รวมถึงกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ โดยปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำต่อไป
ส่วนบริษัทปิโตรเคมีที่มีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ รวมถึงใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นหลักยังมีแนวโน้มดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 40-50% ของการผลิตทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ดี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยที่กดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกของไทย
แม้ว่าราคาเม็ดพลาสติกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ราคาเม็ดพลาสติกอาจปรับขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากความต้องการใช้เม็ดพลาสติกมีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า เช่น จีน และอาเซียน ประกอบกับยังมีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ในจีน โดยคาดว่าราคาเม็ดพลาสติก PE, PP และ PET เฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1,082 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 14%YoY
อย่างไรก็ดี ราคาแนฟทาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 34%YoY จึงอาจกดดันให้ส่วนต่างระหว่างราคาเม็ดพลาสติกและราคาแนฟทา (Spread) เฉลี่ยในปี 2569 มีแนวโน้มแคบลงมาอยู่ที่ราว 280 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือลดลงราว -20%YoY ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิด COVID (ปี 2560-2562) ที่ราว 560 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลลบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ
ขณะที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาเม็ดพลาสติกที่เพิ่มขึ้น (เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลักคิดเป็นสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนรวม) ทำให้เมื่อราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับ ส.อ.ท. เผยว่าผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยราคาเม็ดพลาสติก PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และส่งผ่านไปยังราคาบรรจุภัณฑ์ปลายทางราว 10-20%
อีกทั้งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เม็ดพลาสติกเช่นเดียวกัน เช่น อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 0.93, 0.87 และ 0.36 ล้านตัน หรือราว 16%, 15% และ 6% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ ตามลำดับ
Biggest Concerns: ทิศทางราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตร ใน เม.ย. 2569
Krungthai COMPASS คาดว่า ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีจะเพิ่มขึ้นจาก 32 บาท/ลิตร ในปี 2568 เป็น 35.7 บาท/ลิตรในปี 2569 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะทยอยเพิ่มขึ้นจาก 32.1 บาท/ลิตรในช่วง มี.ค. 69 เป็น 41.0 บาท/ลิตร ในช่วง เม.ย. 69 และ 45.3 บาท/ลิตร ในช่วง พ.ค.69 เพราะต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.69) ก่อนที่คาดว่าจะทยอยลดลงในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569
ทั้งนี้ การประเมินราคาน้ำมันดีเซลดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปราว 68,400 ล้านบาทในช่วง มี.ค.-เม.ย.69 ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ราว 28,400 ล้านบาท (ณ 1 มี.ค.69)1 และการกู้เงินเพิ่มเติมราว 40,000 ล้านบาท2 และไม่ใช้กลไกการลดภาษีสรรพสามิต
อย่างไรก็ดี หากภาครัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกต่างๆ อาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีโอกาสที่จะปรับลดลงจากราคาที่ประเมินในข้างต้น
1 ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (1 มี.ค. 69)
2 ข้อมูลจากบทความ เรื่อง “ ‘รัฐบาล’ ลุยแผนขยับราคาดีเซลรับวิกฤตตะวันออกกลาง-กองทุนน้ำมันติดลบหมื่นล้าน”,นสพ.กรุงเทพธุรกิจ (12 มี.ค.69)