ต้องบอกว่า ตลอดช่วงกว่า 18 ปีที่เปิดให้บริการของศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ แห่งจังหวัดอุดรธานี ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่เพียงแต่จะสามารถรับมือกับยักษ์ใหญ่อย่างศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่รุกเข้ามาเปิดในจังหวัดอุดรธานีในโลเคชันที่ไม่ห่าง กันนักได้เป็นอย่างดีเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างจุดยืนที่แตกต่างอย่างชัดเจนได้ จนมียอดการเติบโตที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะในแง่ของจำนวนร้านค้าที่มีแบรนด์ใหญ่ๆ จากส่วนกลางเข้ามาเป็น Tenant หลักๆ ในศูนย์ร่วมกับร้านค้า ท้องถิ่นจนตัวเลขการเช่าพื้นที่สูงถึงกว่า 90% แล้ว ในแง่ของจำนวนทราฟฟิกหรือคนหมุนเวียนก็มีตัวเลขในระดับที่น่าสนใจ ไม่แพ้กัน โดยมีตัวเลขทราฟฟิกเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1.5 หมื่นคน
“ถ้าเปรียบเทียบไปแล้ว เราเหมือนกับรถจักรยาน ที่แม้จะเล็กแต่ก็มีความคล่องตัว สามารถเข้าตามตรอก ซอกซอยได้ดีกว่า ต่างจากยักษ์ใหญ่จากส่วนกลาง ที่แม้จะเป็นรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ แต่การเคลื่อนตัว หรือการ ขยับตัวในพื้นที่เล็กๆ ทำได้ยากกว่า”
คำกล่าวของ ธนกร วีรชาติยานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ที่บอกกับเรา สะท้อนให้ เห็นถึงกลยุทธ์การรับมือกับการแข่งขันได้เป็นอย่างดี โดยเขาบอกอีกว่า สิ่งที่ยูดี ทาวน์ทำมาตลอดก็คือการจับตลาดที่ศูนย์การ ค้ายักษ์ใหญ่จากส่วนกลางไม่ได้เข้าไปทำ นั่นคือตลาดในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน ที่ยูดี ทาวน์จะมีมิกซ์ของร้านค้าที่สามารถ ตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะร้านอาหารที่ทั้งแบรนด์ใหญ่จากส่วนกลางและแบรนด์ท้องถิ่น เปิดให้บริการถึงตี 5 ขณะที่บางแบรนด์อย่างแมคโดนัลด์ เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

“เราเลือกที่จะตอกย้ำจุดแข็ง 2 อย่างของเรา นั่นคือเรื่องของทำเล ที่การเป็นศูนย์การค้าแบบโอเพ่นมอลล์ ของเราทำให้สามารถเข้า - ออก ได้ง่าย ขณะเดียวกัน เราก็ตอกย้ำในเรื่องของการเป็น “ฟู้ด เดสติเนชั่น ที่มีเชนร้าน อาหารดังๆ เข้ามาเปิดให้บริการ ซึ่งช่วงเวลาหลัง 6 โมงเย็นจะเป็นช่วงที่คนอุดรและนักท่องเที่ยวรู้ดีว่าหากต้องการ ความครบวงจรของร้านอาหารจะมาที่นี่ และนั่นคือเหตุผลที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง”
แน่นอนว่า การที่ยูดี ทาวน์ยังคงครองความนิยมและยืนหยัดคู่กับจังหวัดอุดรธานีได้ แม้ต้องเผชิญกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่ อย่างเซ็นทรัล อุดรธานี เกิดจากการวางกลยุทธ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน
1.ความแตกต่างด้านรูปแบบ (Open-Air vs Closed Mall) เพราะในขณะที่ยักษ์ใหญ่จากส่วนกลางจะทำศูนย์การค้า แบบปิดที่เน้นความครบวงจร แต่ยูดี ทาวน์เลือกใช้รูปแบบ Open-Air Community Mall ที่สร้างประสบการณ์ด้วยการเน้น พื้นที่สีเขียว การเดินเล่นรับลม และความรู้สึกผ่อนคลายที่ไม่เหมือนห้างปิด โดยออกแบบให้เดินเข้าถึงร้านค้าได้ง่ายจากพื้นที่ ส่วนกลาง สร้างประสบการณ์ "Walking Street" ที่ทันสมัย
โดยมิกซ์ของร้านค้าภายในศูนย์นั้นจะแบ่งออกเป็นโซนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโซนที่ตอบโจทย์อีซี่ไลฟ์ ที่มีทั้ง สถาบันการเงิน ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มี 2 แบรนด์ดังอย่างวิลล่า มาร์เก็ต และโลตัส โก เฟรช โซนแฟชั่น และบิวตี้ ที่มีแบรนด์ อย่างวัตสันและอีฟแอนด์บอยเข้ามาเปิด รวมถึงโซนที่เป็นฟู้ด ที่นอกจากจะมีเชนใหญ่จากกรุงเทพฯ มาเปิดอย่างร้านสุกี้ มีครบทั้งเอ็มเค นีโอ สุกี้ สุกี้ตี๋น้อย และโบนัส สุกี้ แล้วยังมี QSR แบรนด์ใหญ่ทั้งแมคโดนัลด์ เคเอฟซี และฟู้ดคอร์ทที่เป็น แบรนด์ร้านอาหารท้องถิ่น ซึ่งผู้บริหารของยูดี ทาวน์บอกว่า ฟู้ดจะเป็นแม่เหล็กสำคัญของศูนย์ที่ช่วยสร้างภาพจำให้ยูดี ทาวน์ ก้าวขึ้นไปเป็นเดสติเนชั่น ที่คนอุดรและนักท่องเที่ยวรู้จักเป็นอย่างดี

2. การเป็น "Festival Hub" และกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ยูดี ทาวน์ไม่ได้วางตัวเองเป็นแค่ที่ช้อปปิ้ง แต่เป็นศูนย์รวม ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมอีเวนต์ระดับแม่เหล็ก อย่างงานสงกรานต์ "UDON SONGKRAN FESTIVAL" หรือเทศกาลปีใหม่ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ดึงดูดคนทั้งจังหวัดและนักท่องเที่ยว โดยมีการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ต่ำกว่า 10 อีเวนต์ และสามารถสร้างบางอีเวนต์ให้เป็น “ซิกเนเจอร์” ได้อย่างสงกรานต์ เคาน์ดาวน์ หรือทำให้ศูนย์การค้าดู "มีชีวิต" และไม่น่าเบื่อ
ส่วนในปีนี้ ทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท!! เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการจัดงาน “UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026” ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็นเทศกาลแห่งความสุข ที่ผสานทั้งความ บันเทิง แสง สี เสียง ชุ่มฉ่ำกับอุโมงค์น้ำ ปาร์ตี้โฟม คอนเสิร์ตจากศิลปิน ชื่อดัง และดีเจชั้นนำ รวมประสบการณ์ร่วมสมัยไว้ อย่างครบครัน ในวันที่ 13-16 เมษายน 2569
3. แหล่งรวมอาหารและไลฟ์สไตล์ยามค่ำคืน โดยจุดเด่นที่แข็งแกร่งมากคือโซนอาหาร (Food Zone) ที่มีความ หลากหลายตั้งแต่ Street Food ไปจนถึงร้านอาหารแบรนด์ดัง รวมถึง Nightlife ที่ยูดี ทาวน์ตอบโจทย์คนอุดรฯ ที่ชอบใช้ชีวิต ยามค่ำคืน ทำให้เมืองอุดรฯ "ไม่เคยหลับใหล" ซึ่งห้างปิดทั่วไปมักมีข้อจำกัดด้านเวลาเปิด-ปิด

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดพื้นที่ในส่วนของตลาดเช้า ที่ขายอาหารท้องถิ่น ซึ่งจะเชื่อมโยงกับร้านค้าในศูนย์ที่หลาย แบรนด์เปิดให้บริการถึงตี 5 ซึ่งเป็นอีกการเติมเต็มความครบวงจรด้านอาหารที่ทำให้กลายเป็นอีก “ฟู้ด เดสติเนชั่น” ที่สำคัญ ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จนกลายเป็น “โรงอาหาร” ของคนอุดรไปแล้วในเรื่องของภาพจำ
4.สร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งผ่านการเป็นมิกซ์ยูส ที่มีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม MOCO และศูนย์ประชุมนานาชาติ มลฑาทิพย์ ฮอลล์ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ช่วยสร้างฐานลูกค้ากลุ่มสัมมนาและนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการในตัวศูนย์การค้า โดยอัตโนมัติ โดยจะเริ่มต้นจากการเปิดศูนย์การค้าในปี 2551 ต่อด้วยศูนย์ประชุมในปี 2562 และโรงแรมในปี 2564
5. ทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ ซึ่งถือเป็นอีกหัวใจของความสำเร็จ โดยยูดี ทาวน์ ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟอุดรธานี และย่าน ธุรกิจใจกลางเมือง ทำให้เป็นจุดแวะพักและจุดนัดพบที่สะดวกที่สุดสำหรับคนในพื้นที่และผู้ที่เดินทางมาโดยรถไฟ
ธนกร บอกว่า สัดส่วนรายได้หลักๆ ยังคงมาจากศูนย์การค้า 50 – 60% รองลงไปเป็นศูนย์ประชุม 25 – 30% และ ที่เหลืออีก 10 – 15% จะเป็นรายได้จากโรงแรมที่มีจำนวนห้องอยู่ที่ 68 ห้อง เป็นบูทีค โฮเต็ล ระดับบนที่มีราคาต่อคืนอยู่ 2,800 บาทขึ้นไป
การเป็น “มิกซ์ยูส” สามารถสร้างแรงส่งให้แก่กันและกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้บริหารของยูดี ทาวน์มองว่า ศูนย์การค้า จะเป็นแกนหลักที่ช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งศูนย์ประชุมและโรงแรม มีความครบวงจรและน่าสนใจมากขึ้น โดยมองว่า จะมีการ เติมเต็มแบรนด์ใหม่เข้าไปในศูนย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสีสันและแรงดึงดูดให้มากขึ้น
“ยูดี ทาวน์ไม่ได้แข่งที่ "ขนาด" หรือ "แบรนด์เนม" แต่แข่งที่ประสบการณ์และบรรยากาศในฐานะของพื้นที่ ใช้ชีวิตของคนอุดร เป็นการทำตลาดที่ศูนย์การค้าแบบปิดให้ไม่ได้” ธนกร กล่าวสรุป