“ก็แดดมันร้อน คนไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่จะทนตากแดดทั้งวัน”
ประโยคจากเพลงฮิตที่หลายคนน่าจะเคยได้ยิน สะท้อนความจริงง่าย ๆ ของชีวิตในประเทศไทยได้ดี เพราะในวันที่อุณหภูมิพุ่งสูง แดดแรงขึ้นทุกปี การปกป้องผิวจากแสงแดดจึงกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก
โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อสภาพอากาศในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าในช่วงฤดูร้อนปี 2026 ดัชนีรังสี UV ในหลายประเทศของอาเซียนมีแนวโน้มอยู่ในระดับ Very High ถึง Extreme ขณะที่ประเทศไทยมีโอกาสที่ค่า UV จะพุ่งสูงถึงระดับ 11 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ Extreme ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังทำให้ “กันแดด” กลายเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคเริ่มใช้ตั้งแต่อายุที่น้อยลง สอดคล้องกับข้อมูลจาก Euromonitor ที่ระบุว่าตลาด Sun Care ในประเทศไทยมีมูลค่า 6,560 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนมีมูลค่ามากกว่า 8,400 ล้านบาทภายในปี 2029
ขณะเดียวกันข้อมูลจาก TikTok Trends เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ยังพบว่า #กันแดด เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในหมวด Beauty & Personal Care โดยกว่า 72% ของผู้สนใจอยู่ในกลุ่มอายุ 18–34 ปี
แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนว่า “กันแดด” กำลังกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์พื้นฐานของคนรุ่นใหม่ และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายแบรนด์ความงามเริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่ม Young Generation มากขึ้น
หนึ่งในนั้นคือ HER HYNESS แบรนด์สัญชาติไทย ที่กำลังต่อยอดหมวดสินค้ากันแดดอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “Marshmallow Sunscreen” เพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 1 ล้านขวดภายในปี 2026
ซึ่งเบื้องหลังการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครั้งนี้ไม่ได้มาจากโอกาสของตลาดที่กำลังเติบโตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังมาจากการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนโดยกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ HER HYNESS ได้แชร์ 4 Insight สำคัญของ Young Generation ที่กำลังเปลี่ยนตลาดกันแดด ดังนี้

1. แดดแรงขึ้น ตลาดโตขึ้น และผู้ใช้กันแดดอายุน้อยลง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดกันแดดให้โตคือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน แสงแดดกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ผู้บริโภครับรู้มากขึ้น การปกป้องผิวจากรังสี UV จึงเริ่มกลายเป็นพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวัน และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่เหมือนในอดีตอีกต่อไป
เมื่อผู้บริโภคเริ่มต้นดูแลผิวเร็วขึ้น ความคาดหวังต่อผลิตภัณฑ์ความงามก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่ม Young Generation ที่นอกจากจะมองหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องผิวแล้วยังต้องตอบโจทย์ภาพลักษณ์และการใช้ชีวิตในโลกโซเชียลมีเดียไปพร้อมกัน
2. Beauty for Social เมื่อความงามต้องขึ้นกล้อง
อดีตผลิตภัณฑ์ความงามถูกออกแบบมาเพื่อการดูแลผิวเป็นหลัก ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กำลังทำให้ความหมายของความงามเปลี่ยนไป โดยข้อมูลจาก TikTok Trends เดือนมีนาคม 2026 ระบุว่า ความต้องการของผู้บริโภคในหมวด Beauty & Personal Care นอกจากจะต้องการดูแลผิวให้มีสุขภาพดีแล้วยังต้องการผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ทันทีมากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับความขาวและการปรับลุคผิว เช่น #โชว์ผิวขาว กว่า 90,000 โพสต์, #โทนอัพ กว่า 64,000 โพสต์, #ครีมพอกผิวขาว กว่า 31,000 โพสต์ และ #พอกผิวขาว กว่า 27,000 โพสต์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ใช้ในกลุ่มอายุ 18–24 ปี และ 25–34 ปี
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสความงามจากจีนอย่าง “Douyin Makeup” ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากบน TikTok และแพลตฟอร์มโซเชียลในช่วงปี 2025–2026 โดยลุคความงามในสไตล์นี้มักเน้นผิวที่ดูสว่าง เนียน ฉ่ำ และสะท้อนแสงอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ภาพที่ปรากฏผ่านกล้องดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์ความงามในปัจจุบันจึงต้องสามารถช่วยยกระดับลุคผิวให้ดูดีขึ้นได้ทันทีในชีวิตประจำวัน

3. เมื่อเข้าสู่โลกความงามเร็วขึ้น หัตถการจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนรุ่นใหม่
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าตลาดความงามกำลังขยับไปสู่ผู้บริโภคอายุน้อยลง คือการเข้าถึงหัตถการความงามที่เร็วขึ้นกว่าที่เคย ข้อมูลจาก ISAPS Global Survey 2024 ระบุว่า กลุ่มอายุตั้งแต่ 17 ปีลงไป เริ่มมีการทำหัตถการความงามแล้ว ขณะที่ในกลุ่มอายุ 18–34 ปี ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของตลาด หัตถการที่พบบ่อยที่สุดคือ การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน 1,798,454 ครั้ง
ปรากฏการณ์นี้ทำให้คนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ และเปิดรับข้อมูลเกี่ยวกับความงามมากกว่าคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสกินแคร์ การดูแลผิว หรือเทคโนโลยีความงามรูปแบบใหม่อย่างไรก็ตาม การที่ผู้บริโภคเข้าสู่โลกความงามเร็วขึ้นก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า การดูแลผิวตั้งแต่อายุยังน้อยควรเป็นอย่างไรจึงจะเหมาะสม
4. เมื่อแบรนด์ต้องสะท้อนตัวตนของผู้บริโภค
นอกจากประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่มีบทบาทมากขึ้นต่อการตัดสินใจซื้อของคนรุ่นใหม่ คือตัวตนของแบรนด์ รายงาน Consumers Embrace Valuespending: Intentionality and Brand Values Now Central to Purchasing Decisions ของ Lightspeed Commerce ในปี 2025 ระบุว่า ผู้บริโภคในกลุ่ม Young Generation กว่า 66% เชื่อว่าสินค้าที่เลือกซื้อควรสะท้อนถึงคุณค่าหรือความเชื่อส่วนตัวของพวกเขา ขณะเดียวกันกว่า 96% ระบุว่าการเลือกซื้อสินค้าเป็นการตัดสินใจอย่างมีเจตนา ไม่ได้ซื้อเพียงเพราะกระแสหรือความนิยมในช่วงเวลานั้น
เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจ พบว่าเรื่องที่ให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ ความยั่งยืน 37% ความภูมิใจในท้องถิ่นหรือชาติ 29% และความสอดคล้องทางวัฒนธรรม 26% ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ “แบรนด์” ได้กลายเป็นตัวแทนของแนวคิด วิธีใช้ชีวิต และคุณค่าที่ผู้บริโภคอยากเชื่อมโยงด้วย ด้วยเหตุนี้ หลายแบรนด์ความงามจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างตัวตนของแบรนด์ (Brand Identity) มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีคิดของผู้บริโภคยุคใหม่
สำหรับ HER HYNESS อินไซต์ทั้ง 4 ข้อนี้ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดดรุ่นใหม่ของแบรนด์ โดยแนวคิดที่แบรนด์ต้องการสื่อสารคือการดูแลผิวอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย ผ่านแนวคิด “กันแดดที่ดีพอและพอดีสำหรับ Young Skin” ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการดูแลตัวเองอย่างมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนหรือเกินความจำเป็น นำไปสู่การเปิดตัว “Marshmallow Sunscreen” กันแดดรุ่นใหม่ของ HER HYNESS ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่ม Young Generation โดยเฉพาะ พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 1 ล้านขวดภายในปี 2026 และต่อยอดการเติบโตของหมวดกันแดดในฐานะหนึ่งในหมวดสินค้าหลักของแบรนด์

เดิมที HER HYNESS เป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์สัญชาติไทยที่วางตำแหน่งในตลาดพรีเมียม โดยเฉพาะในหมวดกันแดดที่เป็นหนึ่งใน Hero Category ของแบรนด์ และสร้างการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 การเปิดตัว HER HYNESS Marshmallow Sunscreen จึงถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของแบรนด์ในการขยายตลาดกันแดดสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดบทบาทของ “หลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง” ในฐานะ “Sisหลิง” จากแบรนด์แอมบาสเดอร์ไปสู่การเป็นตัวแทนแรงบันดาลใจ สะท้อนแนวคิดการดูแลตัวเองอย่างมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องทำตามมาตรฐานความงามของใคร และสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองได้
ขณะเดียวกัน ภาพรวมของตลาดความงามในปัจจุบันก็สะท้อนว่าการแข่งขันยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหมวดกันแดดที่มีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาแข่งขันจำนวนมาก
ปิยะภาพ เลิศธนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ HER HYNESS มองว่า อุตสาหกรรมความงามเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาโดยตลอด แต่สำหรับแบรนด์การมีคู่แข่งจำนวนมากเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับมาตรฐานอยู่เสมอ
ปัจจัยสำคัญของการใช้กันแดดจริง ๆ ไม่ใช่แค่ค่าการปกป้องแสงแดดอย่างเดียว แต่คือ “เนื้อสัมผัส” ที่ทำให้คนอยากใช้ทุกวันหากผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้าเนื้อสัมผัสไม่สบายผิวหรือใช้งานยาก ผู้บริโภคก็อาจใช้เพียงบางวัน ซึ่งในทางปฏิบัติอาจไม่สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่แบรนด์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้กันแดดได้อย่างสม่ำเสมอ
“เมื่อเราขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมอยู่ตลอด สุดท้ายผลิตภัณฑ์ของเราก็จะสามารถ deliver value ให้กับผู้บริโภค และสร้างทั้ง authenticity และ trustworthiness ให้กับแบรนด์ จนสุดท้ายผู้บริโภคเองจะเป็นคนเลือกว่าจะไว้วางใจแบรนด์ไหน” ปิยะภาพ กล่าวเสริม
อีกหนึ่งมิติสำคัญของตลาดความงามในปัจจุบัน คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปิดรับการทดลองสินค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ความงามจากหลากหลายประเทศ ผู้บริหารมองว่า ผู้บริโภคไทยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่มีความ Sophisticated ในด้านความงามค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เนื่องจากมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลสินค้า รีวิว และเทรนด์ความงามจากทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
แต่ถึงอย่างไร repeat purchase ทางฝั่ง e-commerce มีสูงถึง 60% โดยปิยะภาพ กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นความภูมิใจของแบรนด์ เพราะแบรนด์ของเราไม่เคยเป็นสินค้าราคาถูกเลย ถึงแม้ว่าจะมีกันแดดที่ราคาถูกกว่าเราเยอะมากในตลาด แต่เมื่อคุณภาพของเราดี และ value ที่เรามอบให้มันสมเหตุสมผลกับราคา ผู้บริโภคก็ยินดีที่จะซื้อซ้ำ
“สำหรับ HER HYNESS เราเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรก ๆ ที่ไม่ได้คิดว่าต้องแข่งด้วยราคาถูกเสมอไป เราอยากยกระดับแบรนด์ไทยให้สามารถยืนอยู่ในระดับเดียวกับแบรนด์ต่างประเทศได้ เพราะในอดีตคนมักจะคิดว่าแบรนด์ไทยต้องขายของถูกถึงจะสู้ต่างชาติได้ แต่เราเป็นแบรนด์ไทยรายแรก ๆ ที่กล้าขายกันแดดในราคาพันบาทขึ้นไป และไม่ใช่แค่ขายได้ แต่ขายได้ดีด้วย”

ปิยะภาพ เสริมว่าสำหรับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่เราทำขึ้นมา เราตั้งใจเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะที่ผ่านมาเรามี premium sunscreen ที่ติดอันดับยอดขายสูงทั้งใน Modern Trade และ e-commerce มาหลายปี แต่ก็มีเสียงจากผู้บริโภคจำนวนมากบอกว่าอยากใช้ แต่ราคายังเอื้อมไม่ถึง เหล่านี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เราพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยยังไม่ compromise เรื่องคุณภาพ เพราะกันแดดรุ่นพรีเมียมของเราจะมี value-added เยอะมาก ไม่ใช่แค่การกันแดดยังรวมถึงการดูแลผิวในหลายมิติ ซึ่งทำให้คนที่จ่ายหลักพันรู้สึกว่าคุ้มค่า แต่ younger generation เราก็ต้องเข้าใจปัจจัยเรื่องงบประมาณด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงทำผลิตภัณฑ์ที่ยังคงคุณภาพการกันแดดที่ดี แต่ตัดบางฟังก์ชันที่อาจจะยังไม่จำเป็นสำหรับคนผิววัยรุ่นออกไปเพื่อให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ตลาดกันแดดจะมีผู้เล่นจำนวนมาก แต่แบรนด์ยังคงยึดแนวทางการเติบโตที่เน้นคุณค่าของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพราะในมุมมองของผู้บริหาร การแข่งขันด้วยราคาที่ต่ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากอาจทำให้แบรนด์ต้องลดต้นทุนในส่วนของคุณภาพสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่ต้องการทำ
“ถ้าถามว่าตลาดกันแดดเป็น Price War หรือเปล่า สำหรับเราไม่ใช่ เพราะการแข่งด้วยราคาถูกอย่างเดียวไม่ยั่งยืน สุดท้ายมันจะบังคับให้แบรนด์ต้องลดคุณภาพ สุดท้ายเราเลือกโฟกัสกับสิ่งที่เราทำ นั่นคือารทำผลิตภัณฑ์คุณภาพดี และบริหารต้นทุนให้สามารถทำโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับผู้บริโภคได้ โดยไม่ต้องลดคุณภาพสินค้า”
สำหรับความท้าทาย กัญญฉัชฌ์ มองว่าปีที่แล้วถือว่าเป็นปีที่ค่อนข้างยาก และปีนี้ก็น่าจะยากกว่าด้วย โดยปิยะภาพ เสริมให้เห็นภาพชัดคือเมื่อธุรกิจเติบโตมาถึงระดับพันล้านบาท ทุกอย่างมันจะยากขึ้นตามสเกล ยกตัวอย่างยอดขาย 10 ล้านบาท การบริหารสต๊อกอาจจะไม่ซับซ้อนมาก ถ้าเกิด overstock หรือ understock ขึ้นมา มันก็ไม่กระทบมากนัก แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้นเป็นระดับพันล้าน ถ้าสต๊อกเกิน เงินที่จมอยู่ในสต๊อกอาจจะเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยล้านบาทได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความท้าทายเมื่อธุรกิจขยายตัว
ปีนี้ ปัจจัยที่ทำให้มองว่ายากขึ้นก็คือสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ทุกคนก็เห็นกันอยู่ ตั้งแต่ต้นปีมาก็ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่ดูดีขึ้นจากปีที่แล้วเท่าไร ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของโลก หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้ว่าภายในองค์กรจะมีโปรเจกต์จำนวนมาก ทั้งด้าน operation การบริหารสต๊อก และการตลาด การเปิดตัวสินค้าใหม่ สิ่งเหล่านี้หมายความว่างานของทีมก็เพิ่มขึ้นมหาศาล มีรายละเอียดที่ต้องจัดการมากขึ้นในทุกด้าน
“เรื่องของต้นทุน วัตถุดิบต่าง ๆ ก็มีการปรับราคาขึ้นบ้างอยู่แล้ว แต่แนวทางของเราค่อนข้างชัดเจน คือเจ้าของธุรกิจยอมรับกำไรน้อยลงได้ เรามองว่าการทำธุรกิจเหมือนการวิ่งมาราธอน บางช่วงเราก็อาจต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น และพยายามไม่ส่งต่อภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภค เพราะฉะนั้นการขึ้นราคาจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เราจะทำ ตอนนี้เราไม่ได้มีแผนจะขึ้นราคาเลย ถึงขั้นพูดเล่นกันว่า ถ้าจะต้องเลือกจริง ๆ ทางทีมยอมไปกินมาม่าก่อนที่จะขึ้นราคาสินค้า เพราะรู้ว่าผู้บริโภคเองก็ลำบากเหมือนกัน เราไม่อยากเป็นผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภค” ปิยะภาพ กล่าว

นอกจากนี้ HER HYNESS ยังเริ่มขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยประเทศแรกที่แบรนด์เข้าไปทำตลาดคือ ฟิลิปปินส์ ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาดและพร้อมลงทุนสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง โดยแย้มว่าอาจจะได้เห็นการขยายไปอีก 2–3 ประเทศ เช่นในตะวันออกกลาง แต่ไม่รีบทำ เพราะแนวคิดคือถ้าจะเปิดตลาดไหน ต้องพร้อมซัพพอร์ตอย่างเต็มที่ ถ้ารู้สึกว่ายังไม่พร้อมจริง ๆ ก็ยังไม่อยากรีบขยาย ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะยังอยู่ในระดับเริ่มต้น โดยมองว่ายังคงให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยเป็นหลัก เนื่องจากยังมองเห็นโอกาสอีกมากในการเติบโต ทั้งจากขนาดตลาดที่ขยายตัว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับนวัตกรรมความงามอย่างต่อเนื่อง
และในวันที่แดดแรงขึ้นทุกปี การดูแลผิวจากแสงแดดก็กลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรพื้นฐานของคนจำนวนมากสิ่งที่แบรนด์กำลังพยายามทำ นอกจากจะต้องพัฒนากันแดดแล้วยังต้องการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับวิธีคิดของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการดูแลตัวเองในแบบที่ “ดีพอ และพอดี” กับตัวเอง