ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เคย แบรนด์ที่ไม่ปรับตัว็มีโอกาสที่จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นแบรนด์เก่าแก่จำนวนมากที่บริหารงานโดยทายาทรุ่น 2 และ 3 พยายามปรับวิสัยทัศน์องค์กรให้สอดรับกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อตั้ง เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวสู่ความยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน
หนึ่งในนั้นคือ Double A
จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) ทายาทรุ่นที่สามของตระกูล “ดำเนินชาญวนิชย์” ผู้ผลิตและจำหน่ายกระดาษ Double A เล่าว่า ตั้งแต่สมัยอากงยังบริหารงาน แนวคิดการทำธุรกิจกระดาษของบริษัทที่แตกไลน์มาจากการค้าข้าว ก็เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ข้อเดียวว่า “จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น” ซึ่งเป็นที่มาของการส่งเสริมให้ชาวนาปลูกต้นกระดาษ (ยูคาลิปตัส) ที่คันนาเพื่อเป็นรายได้เสริม และกลายมาเป็นรายได้ที่มั่นคงของเกษตรกรหลายราย

Better Paper Better World
จตุพร กล่าวว่าวิสัยทัศน์ของ Double A ปัจจุบันคือ Better Paper Better World ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่เชื่อว่าการผลิตกระดาษที่มีคุณภาพสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างโลกที่ดี โดยมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชนผ่านระบบที่เชื่อมโยงระหว่าง 3 Stakeholder คือ
1. เกษตรกร
Double A ใช้โมเดลกระดาษจากคันนา โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นกระดาษบนพื้นที่ว่างเปล่าระหว่างนาข้าว ซึ่งเดิมไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรกรหลายแสนครอบครัวที่ได้รับรายได้เสริมรวมกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี มีเกษตรกรหลายรายที่สามารถส่งบุตรหลานเรียนจนจบระดับมหาวิทยาลัยได้จากการปลูกต้นไม้ชนิดนี้ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการสร้างคุณค่าร่วม

2. อุตสาหกรรม
โมเดลการผลิตที่เรียกว่า Integrated Mill ทำให้ Double A สามารถควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ต้นไม้ การผลิตเยื่อกระดาษ ไปจนถึงการแปรรูป และขนส่ง คือหัวใจที่ทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมาตรฐานการยอมรับให้กับอุตสาหกรรมกระดาษ จน Double A สามารถส่งออกไปมากกว่า 130 ประเทศ
จตุพร อธิบายว่า Double A ไม่ได้มองโรงงานเป็นเพียงสถานที่ผลิต แต่เป็นระบบที่ต้องเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ดังนั้นโรงงานในรูปแบบ Integrated Mill จึงถูกพัฒนาขึ้นในสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี บนพื้นที่กว่า 650 ไร่ เพื่อให้ ทุกกระบวนการทำงานสอดประสานกัน ตั้งแต่การผลิต การจัดการน้ำ ไปจนถึงพลังงาน โดยประกอบด้วยโรงงาน ผลิตเยื่อ 2 โรง กำลังการผลิตรวม 590,000 ตันต่อปี และโรงงานผลิตกระดาษ 4 โรง กำลังการผลิตรวม 745,000 ตันต่อปี ซึ่งทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมไม้ การผลิตเยื่อ ไปจนถึงกระดาษสำเร็จรูป
นอกจากนี้นะบบยังออกแบบให้นำของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้งานมากที่สุด เพื่อสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างเช่น ระบบการจัดการน้ำและพลังงานอย่างครบวงจร ระบบ Integrated Mill น้ำไม่ได้ถูกใช้แล้วจบ แต่ถูกบริหารจัดการผ่านอ่างเก็บน้ำขนาดประมาณ 1,200 ไร่ ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝนในฤดูน้ำหลาก นำมาใช้ในกระบวนการผลิตกระดาษ และหมุนเวียนนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง โดยผ่านกระบวนการบำบัดส่งไปรดน้ำที่แปลงเพาะชำต้นกระดาษ ขณะที่ของเหลือใช้จากการผลิต เช่น เปลือกไม้ เศษไม้ และลิกนิน จะถูกนำกลับมาใช้เป็นพลังงานชีวมวล (Biomass) ส่งเข้าโรงไฟฟ้า และเสริมด้วยพลังงานสะอาดจากโครงการ Floating Solar Cell ที่ติดตั้งอยู่บนผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 157 เมกะวัตต์ รวมถึงการใช้ EV Truck Fleet สำหรับขนส่งวัตถุดิบและสินค้าไปยังท่าเรือ และศูนย์กระจายสินค้า ทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว
จตุพร กล่าวว่า ระบบ Integrated Mill คือการสร้าง ระบบนิเวศการผลิตที่สมบูรณ์ในตัวเอง ซึ่งช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ลดความสูญเสียทางพลังงาน และสร้างคุณค่าจากของเสียให้กลับมาเป็นต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งกว่าจะมาเป็นระบบนี้ บริษัทต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 30,000 ล้านบาท

3. สิ่งแวดล้อม
จตุพร ย้ำว่า นับตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน Double A ไม่เคยใช้ไม้จากป่าธรรมชาติแม้แต่ต้นเดียว ต้นไม้ทั้งหมดมาจากการปลูกเอง
ปัจจุบัน Double A มีการพัฒนาสายพันธุ์ต้นกระดาษมากกว่า 2,500 สายพันธุ์ ทำให้ได้ต้นยูคาลิปตัสที่โตเร็ว ทนดินเค็ม และให้เส้นใยคุณภาพสูง เพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 30% ในพื้นที่เท่าเดิม ซึ่งต้นกระดาษทุกต้นยังช่วยดูดซับ CO₂ ประมาณ 12.5 กิโลกรัมต่อกระดาษ 1 รีม
ในส่วนของน้ำเสียจากโรงงาน บริษัทใช้ระบบปิดสมบูรณ์ด้วยอ่างเก็บน้ำขนาด 1,200 ไร่ และนำน้ำที่บำบัดแล้วกลับมารดต้นไม้รอบโรงงานทั้งหมด ไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ชุมชนแม้แต่หยดเดียว
เส้นทางสู่ Net Zero
Double A วางโรดแมปด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน คือ ลดการปล่อย CO₂ ลง 25% ภายในปี 2030 (ปัจจุบันทำได้เกินเป้าแล้ว) มุ่งสู่ Carbon Neutral ภายในปี 2040 และบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050
นอกจากนี้ Double A ยังมีการพัฒนาธุรกิจไปสู่ Green Economy หรือเศรษฐกิจสีเขียวหลายธุรกิจ อาทิ
- โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ที่ติดตั้งบนบ่อน้ำเก็บกักขนาด 1,200 ไร่ เพื่อลดการระเหยของน้ำและผลิตไฟฟ้าได้กว่า 157 เมกะวัตต์
- การขนส่งด้วยไฟฟ้า (EV Truck) โดยมีการนำรถบรรทุกไฟฟ้า 100% มาใช้งานกว่า 215 คัน ซึ่งไฟฟ้าที่ใช้ก็มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตเอง และมีการใช้เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swap) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
- การสร้างสถานีชาร์จ (Charging Station) ครอบคลุมเส้นทางขนส่ง เพื่อรองรับรถ EV ของบริษัทและพันธมิตรในอนาคต

“เราตั้งเป้าเป็นกระดาษรีมสุดท้ายบนโลกใบนี้”
จตุพร กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่า Double A ปัจจุบันไม่ได้ขายแค่กระดาษ แต่ขายความยั่งยืนที่จับต้องได้ในยุค Digital Transformation ที่คนใช้กระดาษน้อยลง โดยกระจายความเสี่ยงจากแนวโน้มการใช้กระดาษที่ลดลงในบางตลาด ด้วยการต่อยอดเยื่อกระดาษสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และเส้นใยสิ่งทอ พร้อมขายพลังงานสะอาดให้โรงงานอื่นในนิคมอุตสาหกรรม และดึงดูด Data Center ที่ต้องการพลังงานสีเขียวให้เข้ามาตั้งในพื้นที่