BDMS Wellness Clinic ยังคงรุกตลาด Wellness อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการจับมือกับ Lancôme เดินหน้าขยายศักยภาพสู่ตลาดความงาม จับมือ Lancôme แบรนด์ความงามระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส ภายใต้ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเพิ่มการให้บริการกับกลุ่มเป้าหมาย
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลยุทธ์การร่วมมือระหว่าง BDMS Wellness Clinic กับ Lancôme ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสุขภาพ และ ความงามเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร โดยมีรายละเอียดกลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ
1. เป็นการการผสานความเชี่ยวชาญแบบ Inside-Out และ Outside-In กล่าวคือเป็นการรวมจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย โดย BDMS Wellness เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพจากภายใน (Inside-Out) เช่น การปรับสมดุลวิตามินและฮอร์โมนตามผลเลือด ขณะที่ ลังโคมเชี่ยวชาญการดูแลจากภายนอก (Outside-In) ด้วยนวัตกรรมสกินแคร์และวิทยาศาสตร์ระดับโลก การร่วมมือนี้ช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการทั้งร่างกายที่แข็งแรงและผิวพรรณที่ดูดีไปพร้อมกัน
2. การมุ่งเน้นวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม Skin Longevity
นายแพทย์ตนุพล ย้ำว่า จุดเด่นของทั้ง 2 องค์กรที่มีเหมือนกันก็คือ การให้ความสำคัญกับ Scientific Wellness โดยใช้แนวคิด Hallmarks of Aging หรือการเข้าใจเหตุผลของความเสื่อมในระดับเซลล์
“BDMS Wellness Clinic ใช้การตรวจวัดทางห้องปฏิบัติการที่แม่นยำ เช่น การตรวจระดับวิตามิน แร่ธาตุ และ Epigenetics เพื่อวัดอายุเซลล์ภายใน ทาง BDMS Wellness Clinic จะดูผลเลือด ว่าขาดวิตามินอะไร แล้วปรับตรงนี้ เพื่อการซ่อมแซมภายในร่างกาย ถ้าภายในดีก็จะส่งผลถึงภายนอก ถือเป็นการทำงานร่วมกันให้สมบูรณ์ทั้งสองส่วน”

3. การขยายฐานลูกค้าผ่าน Partnership ระดับประเทศ โดยความร่วมมือนี้จะสามารถเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจ Healthcare เข้ากับธุรกิจ Lifestyle และค้าปลีก โดยจะมีการนำโปรแกรม Wellness ไปประชาสัมพันธ์ใน เคาน์เตอร์ Lancôme ในห้างสรรพสินค้าทุกแห่ง เพื่อให้คนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยสามารถเข้าถึงการดูแลผิวพรรณและสุขภาพได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการปรับตัวเข้าสู่ S-Curve ใหม่ ของกลุ่ม BDMS ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่คนป่วย (ซึ่งมีเพียง 5-10% ของประชากร) แต่ขยายไปสู่กลุ่มคนรักสุขภาพทั่วไปที่มีสัดส่วนถึง 90% และตอบรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Personal Care & Beauty ทั่วโลกที่มีมูลค่าสูงกว่า 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2024
4. การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub ของโลก
นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า การร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Lancôme ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการ Wellness Hub Thailand เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามาดูแลสุขภาพในประเทศไทย
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “Wellness Economy” ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยมีมูลค่าสูงกว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของแนวคิดด้านสุขภาพ จาก Reactive Healthcare ที่มุ่งรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่ Proactive & Preventive Health ที่เน้นการดูแลสุขภาพล่วงหน้า การชะลอความเสื่อม และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ หรือ Healthspan
แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระบบสาธารณสุข แต่ยังขยายตัวไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และความงาม ซึ่งกำลังถูกนิยามใหม่ภายใต้บริบทของ Longevity และ Scientific Wellness ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงลึกของร่างกาย ระดับ Biomarker-driven Insights เพื่อออกแบบการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล ในบริบทนี้ อุตสาหกรรมความงามและการดูแลส่วนบุคคลจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงความงามเข้ากับสุขภาพจากภายในโดยมีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ
“อ้างอิงจากข้อมูลของ Global Wellness Institute พบว่า ในปี ค.ศ. 2024 อุตสาหกรรม Personal Care & Beauty มีมูลค่าสูงถึง 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของความต้องการด้านการดูแลตนเองและความงามทั่วโลก เราจะเห็นได้ชัดว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป จากที่มุ่งเน้นเพียงภาพลักษณ์ภายนอก สู่การให้ความสำคัญกับสุขภาพจากภายในมากยิ่งขึ้น
เพราะความงามไม่ใช่แค่เรื่องของผิวพรรณหรือรูปลักษณ์ แต่เป็นผลลัพธ์ของสุขภาพที่ดีในระดับเซลล์ แนวโน้มนี้กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามก้าวเข้าสู่การผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์หรือ Scientific Wellness เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างแท้จริง และยังเปิดโอกาสสำคัญของผู้ให้บริการด้านสุขภาพในการพัฒนาและเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สู่การเป็น Wellness Ecosystem ที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายแพทย์ตนุพล กล่าว

ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องความงามได้ก้าวข้ามกรอบของรูปลักษณ์ภายนอกไปสู่มิติที่ลึกยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงเข้ากับ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตโดยรวม ผู้บริโภคยุคใหม่จึงมองหาแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่สามารถเสริมสร้างทั้งสุขภาพผิวและสุขภาพของร่างกายไปพร้อมกันได้มากยิ่งขึ้น
“อุตสาหกรรมความงามรวมถึงสกินแคร์ในประเทศไทยในปี 2025 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์อัตราการขยายตัวสูงถึง 11% ซึ่งนับว่าโดดเด่นกว่าอัตราการเติบโตของตลาดความงามทั่วโลกที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 3.5% ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนพลวัตนี้มาจากนวัตกรรมที่ล้ำสมัยและรากฐานวัฒนธรรมด้านสุขภาวะที่เข้มแข็งของไทย ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และมีการเลือกสรรผลิตภัณฑ์อย่างพิถีพิถัน โดยในปัจจุบันความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อจะมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่พิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพจริง มีความปลอดภัยสูง และเป็นโซลูชันการดูแลผิวที่ขับเคลื่อนด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจความงามที่มีการขยายตัวและพร้อมรับนวัตกรรมและแนวทางการดูแลความงามและสุขภาพผิวแบบองค์รวม” แพทริค จีโร CEO ลอรีอัล ประเทศไทย กล่าว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นเทรนด์ด้านความงาม คือบทบาทของศัลยกรรมตกแต่งที่ก้าวข้ามกรอบของการเสริมความงามไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยให้ความสำคัญกับการผสานระหว่าง การใช้งานของโครงสร้างร่างกาย (Function) และความสมดุลด้านความงาม (Aesthetics) ไปพร้อมกัน

ทางด้าน ผศ.พญ. พูนพิศมัย สุวะโจ ศัลยแพทย์ตกแต่ง บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก มองว่าศัลยกรรมตกแต่งในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการปรับปรุงรูปลักษณ์เพื่อความงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น ภาวะหนังตาตกหรือเปลือกตาหย่อนคล้อย ซึ่งอาจรบกวนการมองเห็น ทำให้ดวงตาดูอ่อนล้า และส่งผลต่อการใช้ชีวิต การแก้ไขด้วยแนวทางทางศัลยกรรมที่เหมาะสมจึงสามารถช่วยพัฒนาการทำงานของดวงตา และเสริมสร้างความมั่นใจในตนเอง ไปพร้อมกัน