สังเกตไหมว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บนท้องถนนของบ้านเรามีรถทรงกล่อง หรือ Boxy Car วิ่งบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะ ตั้งแต่ตลาด Luxury Car ลงไปจนถึง Budget Car
เชื่อไหมว่าเฉพาะรถ GWM TANK 300 รุ่นเดียว ปีที่แล้วสามารถทำยอดขายได้ถึง 7,574 คัน เติบโตจากปี 2567 ถึง 1,146 %
การกลับมาได้รับความนิยมของรถทรงกล่อง ที่สอดแทรกเข้ามากินพื้นที่ของรถที่ใช้การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ หรือ Aerodynamics ได้ในยุคนี้จึงถือเป็น Case Study ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่น่าสนใจไม่น้อย รถทรงกล่องนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นรถที่สร้างมาเพื่อใช้ในกองทัพ เช่น Jeep Willys, Land Rover Defender หรือ Mercedes-Benz G-Wagon
ถ้าเราลองมามองจุดแข็งของรถทรงกล่องก็พอจะสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้
1. ความแข็งแรงของโครงสร้าง รถกล่องได้รับการออกแบบมาให้แข็งแรงเป็นพิเศษ มีการออกแบบให้แชสซีดูดซับและกระจายแรงกระแทกมากกว่ารถทั่วไป แม้จะต้องแลกมาด้วยน้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้น
2. ด้านการมองเห็น การออกแบบทรงเหลี่ยมและกระจกหน้าต่างขนาดใหญ่ของรถยนต์ทรงกล่องช่วยลดจุดบอดได้อย่างมาก ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ครอบคลุมมากขึ้น การออกแบบเพื่อเน้นการขับตรวจการในที่แคบๆ จึงจำเป็นต้องสร้างตัวรถให้คนขับสามารถกะระยะในการเลี้ยวในพื้นที่คับแคบได้ง่าย รถทรงกล่องที่ภายนอกเป็นหน้าตัดตรง ด้านหน้าไม่โค้งมนจนเกินไปจึงตอบโจทย์นี้ เพราะคนขับกะระยะเลี้ยวได้โดยไม่ต้องกังวลว่าหน้ารถจะไปเฉี่ยวชนอะไร
3. การบรรทุกของ ทรงกล่องด้านท้ายก็ทำให้ขนสัมภาระได้มากกว่า เพราะพื้นที่บรรทุกของเป็นทรงลูกบาศก์ สามารถยัดของขนาดใหญ่ๆ ได้ดีกว่ารถทั่วไป
4. ความสูงของรถจากพื้น (High Ground Clearance) รถทรงกล่องมักจะมีความสูงมากกว่ารถยนต์ทั่วไป ทำให้สามารถเดินทางไปในพื้นที่ทุรกันดารได้มากกว่า ตำแหน่งที่นั่งคนขับของรถทรงกล่องมีมุมมองที่กว้าง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้จะเริ่มต้นมาจากภารกิจพิเศษ แต่พอเวลาผ่านไปรถทรงกล่องก็ค่อยๆ ขยายการใช้งานลงมาสู่ท้องถนนมากขึ้น ค่ายที่ยึดหัวหาดได้ก่อนก็จะเป็น Jeep Wrangler, Rover Defender หรือ Mercedes-Benz G-Wagon ส่วนค่ายรถญี่ปุ่นก็มี Toyota Land Cruiser, Suzuki Jimny, Suzuki Caribian ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่รถกลุ่มนี้จะจับตลาดนิช เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ต้องคนที่ใจรักจริงๆ
ส่วนใหญ่กลยุทธ์ของค่ายรถที่เล่นกับรถทรงกล่องนี้จะใช้การดันอิมเมจให้รถขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม Luxury และสร้างจุดขายในเรื่องของ Emotional Benefit เป็นส่วนใหญ่เริ่มจาก
1. ขายรูปร่างหน้าตาที่ไม่ซ้ำใคร เพราะยุคหลังๆ รถ SUV หรือ Crossover ส่วนใหญ่จะออกแบบให้ดูโค้งมน โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ไฟหน้าเรียว แต่รถทรงกล่องยังคงเล่นกับเอกลักษณ์ดั้งเดิมที่มองเห็นไกล ๆ ก็รู้ทันทีว่าเป็นรุ่นอะไร
2. ขายความเป็น Heritage หรือ Nostalgia คือ ประวัติความเป็นมา หรือไอคอนของรถกองทัพในยุคบุกเบิกจริงๆ
3. ขาย Lifestyle แม้จะเป็นรถ Luxury SUV ที่มี Performance มหาศาล และมาพร้อมเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยสูงสุด แต่คนซื้อรถกลุ่มนี้จำนวนมากไม่ได้ซื้อมาเพื่อเอาไปลุยป่าเขาแบบจริงจัง แต่ซื้อขับเพราะอยากได้ภาพลักษณ์ Outdoor หรือ Adventure มากกว่า เพราะในความเป็นจริงคงไม่มีใครอยากจะเอารถราคาหลายล้าน ใส่ล้อ 20 นิ้วยางแก้มเตี้ยไปลุยป่าบ่อยๆ

การตลาดของรถทรงกล่องเป็นแบบนี้มาพักใหญ่จนมาถึงการบุกตลาดของรถจีน
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีค่ายรถยนต์จากเมืองจีนเข้ามาเปิดตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทยร่วมสิบแบรนด์ เพราะเห็นโอกาสทางการตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนจากรถสันดาปไปเป็นรถไฮบริด หรือรถยนต์ไฟฟ้า
ต้องบอกว่ามีค่ายรถจีนหลายค่ายที่หยิบเอาช่องว่าทางการตลาดของรถ Luxury SUV ทรงกล่องมาสร้างดีมานด์ได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยชูจุดขายในเรื่องราคาที่คนทั่วไปก็สามารถจับต้องได้
รถทรงกล่องกลุ่ม Luxury ในท้องตลาด อาทิ Benz G-Class, Land Rover Defender, Jeep Wrangler ที่ส่วนใหญ่จะมีราคาหลายล้านตั้งแต่ 4 ไปถึง 10 ล้านบาท แถมบางรุ่น เช่น G-Class มีราคาสูงถึง 15-16 ล้านบาท
ส่วนรถทรงกล่องของญี่ปุ่นอย่าง Toyota Land Cruiser 250 ZX ก็ปาเข้าไป 3.3 ล้านบาท ส่วน Suzuki Jimny ราคาตอนนี้ก็อยู่ที่เกือบ 1.5 ล้านบาท ถ้าเป็นค่ายรถเกาหลีก็มี Kia EV5 ที่ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1.39 ล้านบาท
การตั้งราคารถที่จับต้องได้ของค่ายรถจีน อาทิ TANK 300 Diesel PRO 2WD ที่อยู่ประมาณ 1 ล้านบาท, JAECOO 6 EV Long Range 2WD PRO ที่ซื้อพร้อมโปรโมชั่นได้ในราคาไม่ถึง 8 แสนบาท หรือจะเป็น CHERY V23 V23 ที่รุ่นเริ่มต้นราคาเริ่มต้นไม่ถึง 7 แสนบาท จึงกลายมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มคนที่นิยมชมชอบรถทรงกล่องทันที
ต้องยอมรับว่าความใหม่ ความสด ความเท่ของรถใน Range นี้ทำให้คนทั่วไปที่อยากเท่แต่ไม่อยากจ่ายแพง ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นมาก
ประกอบการรถส่วนใหญ่ในตลาดโดยฟังก์ชั่นของรถสามารถแก้โจทย์เรื่องการกินน้ำมันได้พอสมควรเพราะป็นรถไฟฟ้า เพราะด้วยรูปทรงทำให้รถกลุ่มนี้มีตัวถังที่ต้านลมและหนักตามมาด้วยการกินน้ำมัน
ส่วนบางรุ่นอย่าง GWM Tank 300 HEV หรือ Fang Cheng Bao 5 ก็เป็นรถ Hybrid (HEV) และ Plug-in Hybrid (PHEV) เข้าไป และทำให้คนที่คิดจะซื้อคลายความกังวลเรื่องซดน้ำมันไปได้เยอะ
แต่เอาเข้าจริงๆ ไม้ตายของค่ายรถจีนทีใช้ได้ผลมาตลอดก็คือ การใส่ออฟชั่นมาแบบล้นๆ จนเป็นรถ Retro แต่ Hi Tech และยังมีการเซ็ตรถให้ ช่วงล่างนุ่ม พวงมาลัยเบา ขับง่ายเหมือนรถเก๋ง เพราะรู้ว่าคนที่ซื้อไปส่วนใหญ่จะใช้งานในเมืองอยู่แล้ว
สงคราม EV vs. Hybrid ในร่างกล่อง นี้ถือเป็นอีกจุดที่จะวัดความสำเร็จของค่ายรถจีน เพราะรถจีนที่เข้ามามีทั้ง EV 100% และ PHEV/EREV ถ้ามองเรื่องความเหมาะสมในการใช้งานจริง รถทรงกล่องต้านลมมาก หากเป็น EV ล้วน วิ่งทางไกลแบตเตอรี่จะหมดไวกว่าทรงลู่ลม จุดนี้อาจทำให้กลุ่ม Hybrid ได้เปรียบในเชิงการใช้งานท่องเที่ยวไกลๆ

อีกประเด็นที่น่าสนใจมีลูกค้าหลายคนที่ซื้อรถจีน เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากรถกลุ่ม Luxury SUV
บางคนซื้อ GWM Tank เพื่อเอาไปเปลี่ยนชุดแต่งให้คล้าย G wagon Brabus ที่ขายคันละสิบกว่าล้านบาท
ในต่างประเทศ Jetour Traveller ก็ตอบโจทย์คนคนที่อยากขับ Land Rover Defender
ศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร GWM (Thailand) อธิบายว่า รถทรงกล่องถือเป็น Design language ที่ร่วมสมัย จะเห็นได้ว่าในอดีตรถทรงกล่องได้รับความนิยมสูง และยังคงได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน แต่อยู่ในวงที่จำกัด และอยู่ในกลุ่มรถระดับพรีเมียมและราคาค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม รถทรงกล่องถือเป็น Dream Car สำหรับใครหลาย ๆ คนที่ทั้งหญิงและชายอยากจับจองเป็นเจ้าของ
“GWM ถือเป็นแบรนด์แมสแบรนด์แรกที่นำเอารถทรงกล่อง หรือ ทรง Boxy เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัสในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง GWM TANK 300 ที่มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำใคร ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็จะยังดูไม่เบื่อ โดยสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นของ GWM ที่มีไม่แต่ในเฉพาะรถทรงกล่อง แต่ในรถไฟฟ้าเช่น ORA Good Cat เอง ก็มีดีไซน์ที่ร่วมสมัย ซึ่งถึงแม้จะอยู่มา 4 ปีแล้ว ก็ยังคงมองได้ไม่เบื่อ และนี่ถือเป็นจุดแข็งด้านการดีไซน์ของเรา
Design Concept ของ GWM TANK 300 ออกแบบมาเพื่อสื่อถึงความเท่ ความแข็งแกร่ง บึกบึน สมรรถนะสูง และสามารถใช้เพื่อการขับขี่ออฟโรดได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เหมาะอย่างมากกับรถที่มีการดีไซน์แบบ Boxy ยิ่งไปกว่านั้น GWM TANK 300 เป็นรถที่เหมาะสมกับการปรับแต่งเป็นอย่างมาก เป็นรถที่ไม่ใช่ Rational buy อย่างเดียว แต่ยังเป็น Emotional Buy ด้วย ลูกค้าส่วนใหญ่ของเรามากกว่า 80% ทำการปรับแต่งรถกันทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย ทั้งเปลี่ยนล้อ-ยาง โช้ค ติดราวหลังคา บันไดข้าง แต่งอุปกรณ์เสริม ติดตั้งเต็นท์สำหรับไปแคมป์ปิ้ง ซึ่งถือเป็นการเติมเต็มจินตนาการและการสร้างสรรค์ เพื่อให้รถสามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของตัวเองออกมา”
