ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’?คำถามนี้ฟังดูเหมือนจะขัดกันเล็กน้อย เพราะภาพจำของ Millennials หรือ Gen Y มักถูกมองว่าเป็นคนที่ให้คุณค่ากับการใช้ชีวิต ใช้เงินกับประสบการณ์ และไม่ลังเลที่จะลงทุนกับความสุขในปัจจุบัน
แต่จากการวิจัยของ
Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN (HILL ASEAN) จัดงานฟอรั่ม “ASEAN Sei-katsu-sha Studies 2026” งานวิจัยภายใต้หัวข้อ
“Decoding the Prime Generations: A Cross-Generational Journey Into Age and Impact” มุ่งสำรวจนิยามใหม่ของ “การเติบโตหรือสูงวัยขึ้น” กลับพบว่า ภายใต้ไลฟ์สไตล์
“Living NOW” ของคนชาว Millennials หรือ Gen Y กลับเป็นหนึ่งในกลุ่มที่คิดเรื่องอนาคตอย่างเป็นระบบมากที่สุด (และเครียดกว่าเจเนอเรชันไหน ๆ)

จากการสำรวจจะเห็นได้ว่า Millennials เขาไม่ได้แค่ใช้เงินเพื่อเติมเต็มชีวิตวันนี้ แต่ยังวางแผนเพื่อวันข้างหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ 41.7% ของคนกลุ่มนี้เลือกใช้จ่ายไปกับการออมและการลงทุนเพื่อครอบครัวซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นใน Prime Generations (Gen Y, Gen X และ Baby Boomer) ภาพนี้จึงไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเปลี่ยนจาก “สายเปย์” มาเป็น “สายเซฟ” แต่เป็นการนิยามบทบาทของเงินใหม่ จากเครื่องมือเพื่อการใช้ชีวิต สู่การเป็นเครื่องมือในการ “ออกแบบชีวิต” เพราะสำหรับ Millennials แล้ว อนาคตไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอ แต่คือสิ่งที่ต้องเริ่มสร้างตั้งแต่ตอนนี้

ในงานวิจัยนี้ Millennials ถูกนิยามด้วยคำว่า “Expanding Self” หรือการขยายศักยภาพของตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งน่าสนใจตรงที่การเติบโตของคนรุ่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อตัวเองเพียงลำพัง แต่เชื่อมโยงไปถึงครอบครัวและอนาคต นอกจากตนเองจะประสบความสำเร็จแล้ว ทุกคนรอบตัวเขาก็จะต้องเติบโตไปด้วยกัน สิ่งนี้ทำให้การวางแผนชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ที่กลายเป็นมากกว่าความมั่นคง แต่เป็นวิธีในการสร้างทางเลือกให้กับชีวิตในระยะยาว
ขณะเดียวกัน วิธีคิดเรื่องอนาคตของ Millennials ต้องตั้งอยู่บนความเป็นไปได้และยืดหยุ่น พวกเขาเติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้การวางแผนไม่ใช่แค่เพื่อความปลอดภัย แต่เพื่อให้ตัวเองมีตัวเลือกมากขึ้นในวันที่โลกเปลี่ยนไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่การออมและการลงทุนถูกมองเป็น “กลยุทธ์การใช้ชีวิต” มากกว่าเครื่องมือทางการเงิน
และคำว่า “ลงทุน” ของคนรุ่นนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงทุนในตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดย 72.3% ของ Millennials ต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ และ 38% เลือกลงทุนกับการศึกษา เพราะมองว่านี่คือการลงทุนระยะยาวที่สร้างโอกาสในอนาคตได้จริง
ตัดภาพมาที่ Millennials ในประเทศไทย ก็ยิ่งมีความชัดเจนขึ้นผ่านแนวคิดที่เรียกว่า “Now Expansion” หรือการเป็นตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ เลือกจะใช้ชีวิตตามแพชชันไปพร้อมกับการรับผิดชอบครอบครัว พวกเขาจึงเป็นเจเนอเรชันที่พยายามประคองทั้งความต้องการของตัวเอง และบทบาทในความสัมพันธ์ไปพร้อมกันโดยไม่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ดังนั้น การ Living NOW ของชาว Millennials จึงไม่ได้แปลว่าใช้ชีวิตโดยไม่คิดถึงอนาคต แต่เป็นการใช้ชีวิตในวันนี้อย่างมีความหมายควบคู่ไปกับการวางแผนระยะยาว อาทิ คนที่รักการซื้อรองเท้ามาสะสมหลาย ๆ คู่ ที่นอกจากจะมีรองเท้าไว้ในครอบครองมากมายแล้ว รองเท้ายังเป็นเครื่องมือในการค้นหาตัวเอง ให้พวกเขาได้ลองสวมใส่เพื่อเปิดโอกาสให้ตนเองได้เข้าไปอยู่ในคอมมูนิตี้ใหม่ ๆ เชื่อมโยงกับคนที่มีความสนใจเดียวกัน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เร่งกระบวนการนี้คือบทบาทของเทคโนโลยี ซึ่งถูกมองเป็น Possibility Engine โดย 50.3% ของ Millennials ไทยมองว่าเทคโนโลยีช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้พวกเขาเข้าใจตัวเองได้เร็วขึ้น และขยายศักยภาพของตัวเองได้ไกลขึ้น
ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนของ Millennials ไทยคือเรื่องของ “ศักดิ์ศรี” ที่สะท้อนผ่านความต้องการในการพึ่งพาตนเองได้ การมีความมั่นคงทางการเงินจึงไม่ได้หมายถึงแค่การมีเงินเพียงพอ แต่หมายถึงการสามารถดูแลตัวเองและไม่เป็นภาระของคนที่รัก ซึ่งในมุมหนึ่งก็คือการรักษาความสัมพันธ์ให้ยั่งยืนไปพร้อมกัน
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า Millennials ไม่ได้เป็นเพียงเจเนอเรชันที่กำลังใช้ชีวิต แต่เป็นเจเนอเรชันที่กำลังออกแบบชีวิตอย่างมีแบบแผน พวกเขาใช้เงินเพื่อสร้างความสุขในวันนี้ ออมเงินเพื่อสร้างความมั่นคงในวันหน้า และลงทุนในตัวเองเพื่อสร้างโอกาสในอนาคต โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
นี่จึงเป็นโจทย์ใหม่ของแบรนด์ ที่ต้องขยับจากการเป็นเพียงผู้ขายสินค้า ไปสู่การเป็น Partner in Self-Renewal หรือพันธมิตรที่ช่วยให้ผู้คนเติบโตในแบบของตัวเอง ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในวันนี้ แต่ต้องสามารถอยู่ในเส้นทางการเติบโตของพวกเขาในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว สำหรับ Millennialsความสำเร็จไม่ได้ถูกวัดจากสิ่งที่มี แต่อยู่ที่ชีวิตที่พวกเขาสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเองอย่างมีความหมาย