ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันอันดุเดือดของตลาดความงามไทยในยุค Super Red Ocean การสร้างแบรนด์ใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในตลาดที่เต็มไปด้วยสงครามราคา การแข่งขันด้านคอน เทนต์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับ คุณบี “ชลิตา วาสนานำ” CEO & Founder บริษัท เซนโซเรียล (ประเทศไทย) จำกัด นี่ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวแบรนด์สกินแคร์ใหม่ หากคือการนำประสบการณ์กว่า 11 ปีในธุรกิจ OEM/ODM ระดับสากล มาต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์ไทยที่มีรากฐานด้านคุณภาพ งานวิจัย และมาตรฐานการผลิตระดับโลก ภายใต้ชื่อ CHALIQUE (ชาลีค)
“เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มจากการเข้าใจอุตสาหกรรมนี้มาตลอดหลายปี ทั้งในมุมของผู้ผลิต ผู้พัฒนาสูตร และพาร์ตเนอร์เบื้องหลังแบรนด์ความงามจากหลายประเทศทั่วโลก” คุณชลิตากล่าว
11 ปีแห่งการบ่มเพาะ จาก “Invisible Giant” สู่ Corporate Brand
ก่อนจะกลายมาเป็น แบรนด์ “CHALIQUE” บริษัท เซนโซเรียล (ประเทศไทย) จำกัด คือหนึ่งในผู้เล่นเบื้องหลังอุตสาหกรรมความงามที่ดำเนินธุรกิจ OEM/ODM ให้กับแบรนด์ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Skincare, Haircare และ Supplement ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทมองเห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสูตร มาตรฐานการผลิต เทรนด์ผู้บริโภค ไปจนถึงความท้าทายของการสร้างแบรนด์ในยุคที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ CHALIQUE แตกต่าง คือ “แต้มต่อ” ทางธุรกิจจากการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ความงามระดับสากลมายาวนาน ทำให้คุณบีมองเห็น Inside ของ Supply Chain และเข้าใจทั้งมุมของผู้บริโภค ผู้ผลิต และตลาดโลกในเวลาเดียวกัน “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราอยู่ในบทบาทของผู้สร้างผลิตภัณฑ์ให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลก แต่วันหนึ่งเราตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยจะไม่มีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาด้วยมาตรฐานระดับเดียวกัน ในราคาที่จับต้องได้”แนวคิดดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ CHALIQUE แบรนด์ที่วางตำแหน่งในระดับ Masstige (Mass-Prestige) โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่าง Innovation, Quality และ Accessibility
ชูจุดแข็ง “Science-Driven Beauty” ผ่านนวัตกรรมและผลลัพธ์จริง
ในวันที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาความสวยเพียงผิวเผินอีกต่อไป CHALIQUE เลือกสร้างแบรนด์บนแนวคิด Science-Driven Beauty หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่อิงทั้งนวัตกรรม งานวิจัย และผลลัพธ์ที่สามารถต่อยอดสู่ความเชื่อมั่นระยะยาวของผู้บริโภค หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของแบรนด์ คือการเลือกใช้นวัตกรรมและสารสกัดที่ผ่านการพัฒนาในระดับสากล อาทิ เทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงสารสกัดเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพและความอ่อนโยนต่อผิว ในด้าน Product Strategy คุณบีเลือกวาง Positioning ของแบรนด์ในระดับ Masstige โดยชูจุดเด่นด้านนวัตกรรม คุณภาพ และผลลัพธ์การใช้งานจริงในราคาที่เข้าถึงได้ หนึ่งในนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ คือการนำ BabyColla (Japan Technology Award) มาใช้ในผลิตภัณฑ์ Chalique DreamSkin Bounce Overnight Repair ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อช่วยฟื้นบำรุงผิวให้ดูอิ่มฟูและเรียบเนียนรวมถึงการนำนวัตกรรม Botox-Like Swiss Technology Award ผสานสารสกัดจากสาหร่ายธารน้ำแข็งจากยุโรปเหนือมาใช้ใน Chalique Hya Glow Tri-Peptide Serum เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการการดูแลผิวในเชิงลึกมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสารสกัดที่อ่อนโยนต่อผิว เช่น 3Dermilyn ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกแทนเรตินอล ช่วยลดโอกาสการระคายเคือง พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มผิวแพ้ง่าย รวมถึงมีการเลือกใช้สารสกัดระดับพรีเมียมอย่าง PhytoCellTec และ ทองคำบริสุทธิ์ 24K เพื่อสะท้อนแนวคิดของการเป็น Functional Beauty ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพและผลลัพธ์
“วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพราะแค่แพ็กเกจสวยหรือคอนเทนต์ไวรัล แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพจริง ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น”
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของ CHALIQUE ยังได้รับการพัฒนาภายใต้มาตรฐานและการรับรองระดับสากล อาทิ FDA, USFDA, EcoCert Certified, COSMOS Standard, Vegan และ Halal ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการขยายตลาดในระดับนานาชาติ
Digital-First Strategy และการเติบโตในยุค Social Commerce
ในด้านการตลาด CHALIQUE เลือกใช้กลยุทธ์ Digital-First เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ ควบคู่กับการสร้าง Social Proof ผ่านคอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริงและ KOL บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ แบรนด์ยังใช้แนวคิด Content Engine ในการสร้างการรับรู้และการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ผ่านคอนเทนต์จำนวนมากกว่า 1,000 คลิปบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสะท้อนประสบการณ์การใช้งานจริงและสร้าง Brand Awareness อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน CHALIQUE มีช่องทางจำหน่ายครอบคลุมทั้ง Facebook, TikTok, Shopee, Lazada และ Social Commerce รวมถึงเริ่มขยายสู่ช่องทางออฟไลน์ผ่านร้าน Castle C สาขาสยาม ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และเอเชียทีค พร้อมเตรียมต่อยอดเข้าสู่ Beauty Store ชั้นนำอย่าง Eveandboy, Watsons และ Beautrium เพื่อเพิ่ม Touchpoint และสร้างประสบการณ์แบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น
Global Vision ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ พร้อม Collaboration ระดับสากล
แม้จะเป็นแบรนด์ไทย แต่ CHALIQUE ไม่ได้มองเพียงตลาดในประเทศเท่านั้น ปัจจุบันแบรนด์มีตัวแทนจำหน่ายแล้วใน 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฟิลิปปินส์ และลาว พร้อมมีแผนขยายสู่ตลาดสหภาพยุโรป (EU) ในลำดับถัดไป
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการทำ OEM Collaboration ร่วมกับพันธมิตรและโรงงานในประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับงานด้าน R&D และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
“เราเชื่อว่าแบรนด์ไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ หากมีทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และวิธีคิดที่ถูกต้อง” “Healthy Skin is Beautiful” ผิวดีคือสวย เพราะความงามที่ยั่งยืน เริ่มจากคุณภาพจริง
สำหรับคุณบี การสร้างแบรนด์ในระยะยาวไม่ใช่การแข่งขันด้านราคา แต่คือการสร้าง Brand Equity และความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค “เราไม่ได้ต้องการเป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วเพียงชั่วกระแส แต่ต้องการสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว คุณภาพของผลิตภัณฑ์จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์แบรนด์ได้ดีที่สุด”
ในวันที่ตลาดความงามแข่งขันกันรุนแรงกว่าที่เคย CHALIQUE จึงไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแบรนด์สกินแคร์ แต่กำลังวางตัวเองในฐานะแบรนด์ Holistic Wellness ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานความงามไทยผ่านคุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนในระยะยาว “CHALIQUE อาจเริ่มต้นจากแบรนด์ความงาม แต่สิ่งที่เราอยากส่งต่อจริง ๆ คือความมั่นใจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้บริโภค เราเชื่อว่าความงามที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องภายนอก แต่คือการดูแลตัวเองอย่างสมดุลและยั่งยืน”
คุณบีกล่าวทิ้งท้ายว่า “ ในอนาคต CHALIQUE จะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยมาตรฐานระดับสากล ควบคู่กับการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมผลักดันแบรนด์ไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลกอย่างภาคภูมิ และเราอยากให้ CHALIQUE เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ ไม่ใช่เพียงเพราะกระแสการตลาด แต่เพราะคุณภาพจริงที่สัมผัสได้ในระยะยาว”