ตลาดอาหารและเครื่องดื่มเรียกว่ามีวัฏจักรความนิยมหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอยู่เสมอ เรามักจะเห็นเทรนด์ของชา กาแฟ และเบเกอรี่ สลับกันครองพื้นที่สื่อ มีผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดเข้ามาในสมรภูมินี้แทบทุกวัน นอกจากจะมีผู้เล่นในไทยกันเองแล้ว เรายังเห็นแบรนด์ต่างชาติพาเหรดเข้ามาขยายสาขาในไทยอย่างคึกคัก
ทำให้ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีทางเลือกมหาศาล แบรนด์ต่างๆ จึงต้องประลองกำลังกันว่า ใครจะสามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในบทสนทนาของผู้คนได้ก่อน ใครจะสร้างความรู้สึกอยากลอง และใครจะมัดใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ต่อเนื่อง การจะยืนหยัดให้รอดในตลาดนี้ถือเป็นบททดสอบสุดหินของทุกธุรกิจ
ย้อนกลับมามองที่แบรนด์สัญชาติไทยอย่าง Kamu Kamu (คามุ คามุ) การเดินทางตลอด 15 ปี จุดเริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ขนาดเพียง 4 ตารางเมตรที่คนเดินผ่านไปมาเคยมองป้ายแล้วสับสนจนเอ่ยปากถามว่าขาย “ขาหมู” หรือเปล่า

มุมมองของทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัดการรับมือกับคู่แข่งต่างชาติรวมถึงแบรนด์ใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว กลับมองว่าคู่แข่งเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทาง
“เราแทบจะไม่ได้มองคู่แข่งเป็นคู่แข่งเลย เรามองว่าคู่แข่งคือผู้ร่วมเดินทาง ผู้ที่ผลักดันให้ตลาดในแต่ละส่วนมันเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เชื่อว่าถ้าไม่มีคู่แข่ง ตลาดชาจะลำบากเพราะจะขาดการรับรู้จากผู้บริโภค การมีคู่แข่งที่เข้ามาและออกไปตลอด 15 ปีถือเป็นเรื่องปกติ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การแข่งขัน Kamu เลือกที่จะโฟกัสที่การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาจุดต่างและมอบคุณค่าสูงสุดให้กับผู้บริโภค”
ทินกฤต ระบุอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่จะทำให้แบรนด์หลายแบรนด์อยู่ได้คือการเป็น trend setter นั่นเอง เขาเชื่อว่าในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก การหยุดพัฒนาเท่ากับการถอยหลัง ดังนั้นแบรนด์จึงต้องมุ่งเน้นการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ หรือนวัตกรรม ตลอดเวลา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์มีความสดใหม่และน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ
การเป็นผู้นำเทรนด์ของ Kamu เชื่อมโยงกับ Dynamic มีการเฝ้าสังเกตพฤติกรรม พร้อมศึกษาเทรนด์จากโซเชียลมีเดียและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ เช่น เทรนด์การรักสุขภาพที่ทำให้คนหันมาดื่มมัทฉะหรือชาไทยแบบไม่ใส่สีมากขึ้น
รวมถึงต้องนำหน้าตลาด นั่นคือแบรนด์มักจะนำเทรนด์จากต่างประเทศมาพัฒนาต่อยอดก่อนคนอื่น เช่น การนำ Cheese Tea เข้ามาในช่วงแรกๆ หรือการเป็นแบรนด์แรกๆ ที่มีตัวเลือกนมทางเลือก เช่น Oat, Pistachio, Soy milk ให้ลูกค้าเปลี่ยนได้ตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว
ทำให้ Kamu ประสบความสำเร็จในการสร้างเมนูที่เป็นกระแส ยกตัวอย่างเครื่องดื่มซีรีส์ไมโล Kamuเริ่มต้นจากการนำความทรงจำวัยเด็กของคนไทยมาพัฒนาเป็นเมนู “Dino” พร้อมแก้วลายไดโนเสาร์สีเขียวที่เป็นเอกลักษณ์ ที่นอกจากคนจะเสพรสชาติแล้วยังเสพประสบการณ์ผ่านบรรจุภัณฑ์อีกด้วย จนทำให้เกิดกระแสการตามล่าหาแก้วรุ่นนี้ ซึ่งทินกฤตเผยว่ายอดสั่งซื้อพุ่งสูงจนผลิตไม่ทันความต้องการ ซึ่งตอนช่วงนั้นผลิตหลักล้านใบ ถือเป็นความสำเร็จในการสร้างความจดจำ
เมื่อกระแสของ Dino เริ่มติดลมบน แบรนด์เลือกขยาย Product Line ด้วยการส่งเมนู Raptor เข้ามาเสริมทัพอีกด้วย ซึ่งเมนู Raptor และ Dino เป็นเมนูยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของกลุ่ม Gen Z นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากกลุ่ม Baby Boomer ที่สั่งเมนูนี้เพราะทำให้รู้สึกย้อนวัยและมีชีวิตชีวา
ปัจจุบัน Raptor ยังคงเป็นหนึ่งในเมนูที่ขายดีที่สุดของร้าน โดยมักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มยอดนิยมรองลงมาจากชาลนมไข่มุกและมัทฉะ และยังมีการต่อยอดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์นี้ไปเป็นไอศกรีมรส Dino ที่สาขาแฟลกชิปอีกด้วย รวมถึงอินไซต์ลูกค้าของ KAMU KAMU มีความถี่ในการบริโภคเฉลี่ย 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย 80 บาท
นอกเหนือจากซีรีส์ไมโล Kamu ยังนำเสนอเมนูที่เป็นกระแสอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นการบุกเบิกตลาดชาผลไม้ครีมชีส (Cheese Tea) รวมไปถึงเมนูในกลุ่ม Warabi Mochi (วาราบิโมจิ) ที่สามารถทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านแก้ว และถูกจัดเป็น Hero Product สำคัญในช่วงการรีแบรนด์ ช่วยขับเคลื่อนยอดขายในหมวดชาให้เติบโตขึ้นถึง 40% ในไตรมาสแรก ถือเป็นส่วนสำคัญของ Game Changer ที่ทำให้ยอดขายของสาขาเดิมเติบโตขึ้นถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

การไม่ปล่อยให้แบรนด์ดูนิ่ง
การรักษาพื้นที่ในใจผู้บริโภคยุคใหม่มีความท้าทายสำคัญซ่อนอยู่ นั่นคือความรวดเร็วในการเปลี่ยนความสนใจของผู้คน กฎข้อสำคัญที่ Kamu ยึดถือมาตลอดการทำธุรกิจคือการไม่ปล่อยให้แบรนด์ดูนิ่ง เพราะธรรมชาติของตลาดเครื่องดื่มนั้น อารมณ์และความรู้สึกมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงมาก เมื่อใดก็ตามที่แบรนด์หยุดความเคลื่อนไหวและนำเสนอเพียงสิ่งเดิม ๆ ผู้บริโภคจะเริ่มสัมผัสได้ ท้ายที่สุดลูกค้าก็พร้อมจะเดินออกจากร้านเพื่อไปหาทางเลือกใหม่ที่มอบความตื่นเต้นให้ได้มากกว่าในทันที
เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันสภาวะแบรนด์หยุดนิ่ง Kamu จึงเลือกใช้วิธีปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ มีการออกสินค้าใหม่ทุก 2 เดือน รวมถึงองค์ประกอบเล็ก ๆ ก็สามารถนำมาใช้พลิกแพลงได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปรับลวดลายบนแพ็กเกจจิ้งตามเทศกาล การปรับเปลี่ยนป้ายโฆษณาและกิมมิกการตกแต่งหน้าร้าน ไปจนถึงการขยับตัวนำเสนอคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียในมุมมองใหม่ ๆ
การเติมรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อสลัดภาพความน่าเบื่อออกไป ช่วยเติมความรู้สึกของผู้บริโภคให้สัมผัสได้ถึงความสดใหม่และมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เดินเข้ามาสั่งเครื่องดื่มแก้วโปรด ลูกค้าจะยังคงรู้สึกถึง Dynamic ของแบรนด์ที่หมุนไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ของพวกเขา

สำหรับก้าวต่อไป Kamu ได้วางโรดแมปเป้าหมายการเติบโตสู่ปี 2569 ด้วยการเตรียมเดินหน้ายกระดับแบรนด์สู่ความเป็น Tea Specialist อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะขยายสาขาให้ครบ 300 สาขาภายใน 3 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน Kamu มีสาขาทั้งหมด 200 สาขา โดยแบ่งเป็นสาขาที่บริษัทบริหารเอง 150สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 50 สาขา อยู่ในกรุงเทพฯ 80% และต่างจังหวัด 20% โดยแบรนด์เห็นโอกาสเติบโตในต่างจังหวัดอีกมาก จะมุ่งเน้นไปที่หัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และพื้นที่ที่มีปริมาณคนหนาแน่น เช่น มหาวิทยาลัย
ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีสาขาที่ประเทศลาวและกัมพูชา โดยในอนาคตมองการเติบโตในกลุ่มประเทศ CLMV เป็นหลัก สัดส่วนประมาณ 80-90% และเปิดรับโอกาสในประเทศอื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ในแถบอเมริกาและออสเตรเลีย