นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ในเดือนกุมภาพันธ์ และทางอิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญที่สุดในโลก คิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ซื้อขายกันทั่วโลก ซึ่งเป็นจุกเริ่มต้นของวิกฤตพลังงานครั้งใหม่ของโลก
หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ แต่ความจริงคือ ผลกระทบได้ลามมาถึงชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ปั๊มน้ำมัน และกระเป๋าสตางค์ของคนธรรมดาแล้ว
เพราะล่าสุด Calbee แบรนด์ขนมกรุบกรอบชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้า 14 รายการ รวมถึง Potato Chips, Kappa Ebisen และ Frugra ให้เป็น สีขาว-ดำ โดยจะเริ่มวางสินค้าล็อตใหม่นี้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป
สาเหตุที่ทำให้ Calbee ต้องตัดสินใจ ทั้งที่รู้ว่าจะต้องส่งผลกระทบต่อแบรนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น มาจาก Naphtha ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตหมึกพิมพ์ ขาดตลาดอย่างหนักอันเป็นผลจากสงคราม
Naphtha เป็นผลิตภัณฑ์กลั่นจากน้ำมันดิบ เมื่อน้ำมันหยุดไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สายการผลิตทั้งหมดที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนี้ก็ถูกกระทบตามไปด้วย ผลสำรวจล่าสุดพบว่า กว่า 70% ของบริษัทกว่า 100 แห่งที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าอาจต้องปรับราคาสินค้าขึ้น หากปัญหายังคงดำเนินต่อไป
นอกจากน้ำมันและก๊าซแล้ว การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังปิดกั้นการขนส่งวัตถุดิบสำคัญจากอ่าวเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมี ฮีเลียม และอะลูมิเนียม ซึ่งส่งผลต่อสินค้าในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์พลาสติกไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ในสมาร์ทโฟน
ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซคุกคามการส่งออกปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดแคลนในเอเชียใต้และละตินอเมริกา และส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2026
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าสภาพทางภูมิศาสตร์จะไม่ได้อยู่ใกล้สมรภูมิ แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน วัตถุดิบอุตสาหกรรม และระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ผลกระทบที่ประเทศไทยกำลังเผชิญก็มีหลายด้าน อาทิ
- ราคาน้ำมัน และพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ผลิตจากปิโตรเคมีและพลาสติก
- ค่าขนส่ง ทั้งทางเรือและทางอากาศที่แพงขึ้น
- ราคาอาหาร จากต้นทุนปุ๋ยและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น