ในอดีต มนุษย์มีความเชื่อร่วมกันในระเบียบโลกเดิมว่า ถ้าตั้งใจเรียนอย่างหนักในมหาวิทยาลัย แลกกับค่าเทอมมหาศาลและค่าครองชีพพุ่งสูง เมื่อก้าวออกจากรั้วสถาบันพร้อมใบปริญญา บันไดขั้นแรกในฐานะเด็กจบใหม่จะเปิดต้อนรับส่งต่อไปสู่หน้าที่การงานมั่นคง แต่วันนี้กำลังกลายเป็นภาพลวงตา
ปัจจุบัน บันไดขั้นแรกอย่างงานเขียนโค้ดเบื้องต้น งานตรวจสอบเอกสาร หรืองานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะการมาถึงของ AI Copilots และ AI Agents สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะบัณฑิตป้ายแดงไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะตำแหน่งงานถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ นำไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นงานแรกในชีวิตด้วยซ้ำ
ความตื่นเต้นในวันแรกที่โลกได้รู้จัก Generative AI ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ความระแวงและความกลัวอย่างสิ้นเชิง เกิดเป็นปรากฏการณ์ AI Anxiety หรือคลื่นความกังวลต่อ AI ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก สะท้อนผ่านเสียงโห่ไล่ Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google กลางพิธีประสาทปริญญาของ University of Arizona เมื่อเขาพยายามเปรียบเปรยว่า AI คือยานอวกาศที่ทุกคนต้องก้าวขึ้นไป แต่มุมมองเด็กจบใหม่ ยานอวกาศลำนั้นกำลังตัดงบจ้างงานมนุษย์เหลือเก้าอี้ให้แย่งชิงเพียงไม่กี่ตัว
ข้อมูลจาก The Economist / YouGov Poll และ Gallup เผยความย้อนแย้งน่าเศร้า
71% มองว่า AI กำลังพัฒนาเร็วเกินไป
60% ของคนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี รู้สึกเครียดและกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานที่ใช้เลี้ยงชีพ
มีเพียง 18% เท่านั้นที่ยังมีความหวังกับ AI
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ในตลาดแรงงานและการปรับตัวไม่ทันของมนุษย์ เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาก้าวกระโดดรายสัปดาห์ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ นักคิดและนักยุทธศาสตร์แถวหน้าของไทย ชวนให้มองลึกลงไปมากกว่าแค่เรื่องเทคนิค ผ่านบทความใน Facebook Page โดยตั้งคำถามสำคัญเชิงมานุษยวิทยาว่า
เรากำลังสร้างโลกที่ฉลาดขึ้น... แต่โง่ลงอยู่หรือเปล่า?
ดร.สุวิทย์ มองว่าการมาถึงของ Generative AI กำลังทำให้มนุษย์เปลี่ยนผ่านสายพันธุ์ไปสู่การเป็นมนุษย์ที่ต้องทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับไซเบอร์อย่างแยกไม่ออก ทว่าความย้อนแย้งที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งนี้คือ มนุษย์กำลังสร้างสิ่งที่ฉลาดที่สุดขึ้นมาบนรากฐานของสังคมที่ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามีปัญญาพอหรือยัง
เทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นกลางในตัวเอง แต่ทำหน้าที่ขยาย (Amplify) เนื้อแท้และบาดแผลของสังคมมนุษย์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น:
สังคมที่โกรธง่าย -> AI จะกระตุ้นให้โกรธเร็วขึ้น
สังคมที่ฉาบฉวย -> AI จะขยายความตื้นเขินให้ตื้นระดับมหาศาล
สังคมที่ไม่ตั้งคำถาม -> AI จะทำให้มนุษย์เฉื่อยชาจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรถามอะไร
ความเสี่ยงที่แท้จริงในยุคนี้จึงไม่ใช่การที่ AI ฉลาดเกินไป แต่คือมนุษย์ปล่อยมือเร็วเกินไป เริ่มจากการปล่อยให้ AI แนะนำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนวันหนึ่งมนุษย์จะชินชาและยอมยกสิทธิตัดสินใจให้ AI คิดแทนทั้งหมด
ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อไปว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI คุยกับ AI และตัดสินใจกันเองในระดับความเร็วที่มนุษย์ตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นระบบการเงิน ข้อมูลข่าวสาร หรือความมั่นคง ซึ่งนั่นหมายความว่า มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญแค่ภาวะ ตกงาน แต่กำลังเผชิญวิกฤตอัตลักษณ์ (Identity Crisis) และการสูญเสียอธิปไตยทางความคิดไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว
“วันที่เราเลิกตั้งคำถาม ไม่ตรวจสอบ และเชื่อทุกอย่างเพียงเพราะมันตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว วันนั้น เราไม่ได้ใช้ AI แต่ AI กำลังใช้เรา” ดร.สุวิทย์ กล่าว
ดร.สุวิทย์ เสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ว่า มนุษย์ไม่มีวันชนะ AI ในเกมความจำหรือการประมวลผลข้อมูล และสำหรับประเทศขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องวิ่งแข่งเพื่อสร้าง AI ใหญ่ที่สุด
ทางรอดคือการพัฒนาภูมิปัญญาของมนุษย์ (Human Wisdom) ประกอบด้วย Empathy, Critical Thinking และ Creativity พร้อมทั้งดำเนินการผ่าน 3 แนวทางสำคัญ:
1. สร้างคนตรวจสอบ
พัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพในการตรวจสอบ AI เป็น ไม่ใช่แค่ใช้เป็น เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของตรรกะที่เราไม่ได้ออกแบบ
2. สร้าง AI ที่เข้าใจเรา
ต้องพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและสังคมไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โปรแกรมแปลภาษา
3. ขีดเส้นเส้นตาย
กำหนดชัดเจนว่ากิจกรรมหรือการตัดสินใจประเภทใดที่ห้ามปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทนเด็ดขาด
ท้ายที่สุด สมรภูมิของ AI ยุคปัจจุบันกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันด้านความฉลาดปราดเปรื่อง (Mere Intelligence) ไปสู่การสร้างปัญญาร่วมของมนุษยชาติ (Collective Wisdom)
เพราะภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุด และทำให้เกิดภาวะสิ้นหวัง (Existential Dread) ในใจของมนุษย์ อาจไม่ใช่การที่ระบบสมองกลอัจฉริยะจะลุกขึ้นมาทำลายล้างแต่คือการที่มนุษย์ค่อยๆ โง่ลงและสูญสิ้นความหมายของการมีชีวิตอยู่ เพราะเลือกเลิกใช้ปัญญาของตัวเราเอง
ภาพ Infographic ภราดา มหัทธนะสมบูรณ์