ขณะที่บ้านเรากำลังเครียดกับราคาน้ำมันแพง นี่อาจเป็นข่าวดี เป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันขาขึ้นที่เรากำลังเผชิญอยู่ อาจจะคงอยู่ไม่นานนัก เพราะแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนทั่วโลกคือ การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รถยนต์นั่งส่วนตัว จนถึงรถใช้เพื่อการพาณิชย์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งรถโดยสาร
ในด้านรถโดยสารขนาดใหญ่ ปริมาณการใช้รถโดยสารขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ ได้ทำให้การใช้น้ำมันลดลงถึงประมาณ 279,000 บาร์เรลต่อวัน
จีนเป็นผู้นำในเรื่องนี้ และกำลังเพิ่มจำนวนรถโดยสารขนาดใหญ่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกๆ 5 สัปดาห์ จีนมีรถโดยสารไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 9,500 คัน ซึ่งปริมาณนี้เท่ากับจำนวนรถโดยสารที่ใช้งานในกรุงลอนดอนของอังกฤษ
ย้อนหลังไปเมื่อ 7 ปีก่อน ในงานประชุมอุตสาหกรรมในเบลเยียม เมื่อบริษัท BYD Co. ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีน ได้แสดงแบบจำลองรถบัสโดยสารใช้พลังงานไฟฟ้าในงาน ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องตลก "ทุกคนต่างก็หัวเราะมองว่า BYD ทำของเล่น และดูตอนนี้ ทุกคนต่างใช้มัน" Isbrand Ho กรรมการผู้จัดการของบริษัท BYD ในยุโรป กล่าว
มันเป็นเรื่องจริงที่ว่า รถโดยสารใช้พลังงานไฟฟ้า กำลังมีศักยภาพในการปฏิวัติการคมนาคมในเมือง และมีพลังในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงาน จีนกำลังเป็นผู้นำในเรื่องนี้เพื่อแก้ปัญหามลภาวะ รถยนต์ไฟฟ้าจึงถูกนำมาใช้แทนรถใช้พลังงานฟอสซิลมากขึ้น
ในปี 2017 จีนมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้าประมาณ 99% ของจำนวนรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 385,000 คันบนถนนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และจำนวนรถโดยสารไฟฟ้าในจีนคิดเป็น 17% ของจำนวนรถโดยสารทั้งหมดในจีน ทุกๆ 5 สัปดาห์ จีนจะมีรถโดยสารไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 9,500 คัน ซึ่งเทียบเท่ากับรถโดยสารที่ใช้งานทั้งหมดของกรุงลอนดอน อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg New Energy Finance
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการใช้รถโดยสารไฟฟ้านี้ กำลังทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะรถโดยสารขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำมันนั้น บริโภคน้ำมันมากกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลถึง 30
เท่าโดยเฉลี่ย ดังนั้นเมื่อรถโดยสารจำนวนมากเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน จึงส่งผลให้การบริโภคน้ำมันลดลงมากอย่างเห็นได้ชัดในเวลาอันสั้น
รถโดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าบนท้องถนนทุกๆ 1,000 คัน จะลดการใช้น้ำมันดีเซลได้ประมาณ 500 บาร์เรลต่อวัน ตามการคำนวณของ BNEF (Bloomberg New Energy Finance) ซึ่งจะทำให้ในปีนี้สามารถลดการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 37% เมื่อคิดเป็นปริมาณน้ำมันที่สามารถลดการใช้ได้มากถึง 279,000 บาร์เรลต่อวัน
หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เสิ่นเจิ้นในจีน เป็นตัวอย่างหนึ่งของเมืองใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศมาก ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มโครงการนำร่องสำหรับการอนุรักษ์พลังงานและนำรถยนต์ที่การปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์ (Zero Emissions Vehicles) มาใช้ในปี 2009 อีกสองปีต่อมารถโดยสารใช้พลังงานไฟฟ้าคันแรกของเมืองก็เริ่มให้บริการ บริษัท BYD ได้เริ่มเปิดสายการผลิตรถโดยสารไฟฟ้า และเมื่อถึงเดือนธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา รถโดยสารทั้งหมดของเสิ่นเจิ้นจำนวน 16,359 คัน เป็นรถโดยสารใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน
BYD ยักษ์รถไฟฟ้าของจีนและของโลก มีส่วนแบ่งในตลาดรถโดยสารไฟฟ้าของจีนในปี 2016 ประมาณ 13% BYD มีกำลังผลิตรถโดยสารไฟฟ้าได้มากถึง 15,000 คันปีต่อปี
BYD ประเมินว่า นับตั้งแต่เริ่มผลิตรถโดยสารไฟฟ้าออกใช้รับส่งผู้โดยสาร รถโดยสารไฟฟ้าได้วิ่งมาแล้วเป็นระยะทางรวมกันถึง 17 พันล้านกิโลเมตร (10 พันล้านไมล์) ซึ่งได้ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงได้ 6.8 พันล้านลิตร (1.8 พันล้านแกลลอน) และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวก่อมลพิษลงมากถึง 18 ล้านตัน
มีการคาดการณ์ว่าในปี 2025 เมืองใหญ่อีกหลายเมืองในโลก เช่น Paris, London, Mexico City, Los Angeles ฯลฯ จะมีการใช้ระบบขนส่งที่ปราศจากมลภาวะมากขึ้น และการนับถอยหลังสู่การสิ้นสุดของยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลได้เริ่มแล้ว
Cr : Bloomberg