Q: จุดยืนของแบรนด์คืออะไร
A: ข้อดีของดีเฟอร์นิเมทคือ ก่อนที่เราจะมาเป็นแบรนด์เวอร์ค่อน สินค้าที่เราทำมาโดยตลอดเป็นสินค้าแมส ผลิตในปริมาณเยอะ แต่ของเวอร์ค่อนเราจะจับตลาดไฮเอนด์ ซึ่งคือคนทำงานยุคใหม่ ที่อยากได้ออฟฟิศแบบสมัยใหม่ รูปแบบแตกต่างจากออฟฟิศทั่วไป ดูทันสมัย มีดีไซน์และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย ทำให้เราเริ่มจับทางได้พอทำไปสักระยะหนึ่ง
อันที่ 1 คือ เฟอร์นิเจอร์ต้องสวย ทำให้เด็กรุ่นใหม่อยากทำงาน
อันที่ 2 คือเฟอร์นิเจอร์ต้องสามารถเข้าเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีต่างๆ ได้ ทั้งหมดนี้คือต้องมีเรื่อง Collaboration เข้ามาเกี่ยวข้อง
เรามองว่าเฟอร์นิเจอร์ไม่ใช่เพียงแค่โต๊ะทำงาน แต่มองว่าเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทำงานสบายขึ้น รวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องประกอบไปด้วยดีไซน์และฟังก์ชั่น
Q: กลุ่มเป้าหมาย
A: ลูกค้าของเราจะเป็นกลุ่ม Commercial เป็นลักษณะของกลุ่มธุรกิจ หลักๆ คือ สถาบันการเงิน คือจะเป็นองค์กรที่เปลี่ยนหน้าตาออฟฟิศบ่อย เพราะเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมภายในสถานที่ทำงาน
กลุ่มที่ 2 คือ บริษัทอินเตอร์ เช่น บริษัทข้ามชาติต่างๆ ซึ่งเห็นจากเทรนด์การตกแต่งออฟฟิศจากประเทศอื่น และก็มีความคิดอยากเปลี่ยนออฟฟิศของตัวเองให้ทันสมัยมากขึ้น
กลุ่มที่ 3 สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนอินเตอร์ เพราะโรงเรียนอินเตอร์เป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก มีกิจกรรมเกิดขึ้นเยอะ ดังนั้นโรงเรียนจึงต้องเน้นภาพลักษณ์สวยงาม
กลุ่มที่ 4 สถานพยาบาล ซึ่งความต้องการจะไม่เหมือนกับโรงพยายามปกติแล้ว เพราะโรงพยาบาลจะนิยมการตกแต่งสไตล์กึ่งโรงแรม ตรงส่วนของล็อบบี้เลานจ์
กลุ่มสุดท้ายก็คือพื้นที่สาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น สนามบิน ตรงจุดพักผ่อนผู้โดยสาร หรือ ตรงขนส่ง เป็นต้น
Q : มองการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้อย่างไร
A : เป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง แต่เนื่องจากเรามีประสบการณ์ ตรงนี้มานานกว่า 18 ปีหาก ถ้าเปรียบเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ เราจะมองว่าตลาดนี้เข้ามายากมาก เพราะ ถ้าเริ่มต้นทำสินค้าแมสคุณก็จะต้องแข่งขันเรื่องราคา การที่คุณจะแข่งขันเรื่องราคาได้ คุณจะต้องมีวอลลุ่มการซื้อขายที่เยอะ
พอมาเป็นเรื่องของการดีไซน์ คุณจะต้องนำเสนอรูปแบบที่หลากหลาย แล้วก็ต้องไปแข่งกับเจ้าตลาดที่เขาอยู่มานาน 30 ปี ดังนั้นก็ต้องทำงานหนักขึ้น คือเจ้าตลาดเขาก็จะพยายามฆ่าเราด้วยราคา ส่วนเราก็ต้องพยายามสู้ด้วยความคิดสร้างสรรค์และดีไซน์ใหม่ๆ ไปแข่งกับเขา
เรามองว่ามันยากแต่มันก็มีโอกาส ตอน 2014 ยังไม่มีคนพูดถึงเรื่องออฟฟิศสมัยใหม่ พอ 2018 ทุกคนเริ่มรู้เริ่มเข้าใจกันหมดเลย ดังนั้นมันก็เลยง่ายขึ้นสำหรับเราในแง่ของการสื่อสาร
ช่วงปีแรกๆ ถือว่ายากมากสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว เราเริ่มทำมาหลายปีมีผลงานให้ลูกค้าดูและเปรียบเทียบ ลูกค้าเลยกล้าใช้บริการมากขึ้น ทางเราเองก็ชำนาญมากขึ้น เรารู้แล้วว่าถ้าเป็นลูกค้าคนไทยจะชอบสินค้าสไตล์นี้ เราก็จะวางราคาไว้ประมาณนี้ แล้วเราก็จะต้องมีวิธีการบริหารสต็อกสินค้า ถ้าเรามีออเดอร์มา เราต้องทำยังไงให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
Q : เวอร์ค่อนใช้กลยุทธ์อะไรในการทำตลาด
A : การตลาดของเวอร์ค่อนจะเน้นอีโมชั่นนอล คือเน้นสื่อสารทางด้านอารมณ์ ถ้าดีไซน์แบบนี้มันอาจจับต้องไม่ได้ แต่เราจะสื่อสารว่าดีไซน์ มันสวย มันดียังไง มันช่วยเอื้อต่ออารมณ์คนทำงานยังไง
เรายึดการทำการตลาดแบบ Emotional Marketing ผ่านทางออนไลน์ เช่น เฟสบุ๊ค ซึ่งเราไม่ได้แค่คุยแค่เรื่องเฟอร์นิเจอร์อย่างเดียว เราคุยเรื่องงานศิลปะ สถาปัตยกรรม หัวข้อที่เกี่ยวของกับสิ่งที่ดีไซน์เนอร์ หรือผู้บริหารสนใจ
Q : อะไรคือ Key Success ของเวอร์ค่อน
A : อย่างแรก เราต้องเข้าใจลูกค้า ว่าทุกวันนี้ลูกค้าต้องการอะไร มันเริ่มมาจากตอนที่มีการทำแบบสำรวจ ทำจนรู้ว่าเขาอยากเปลี่ยนจริงๆ และตัวเราก็เป็นคนที่เดินดูงานมาตลอด ก็เห็นเทรนด์จากต่างประเทศก่อนคนอื่น แต่ทำไมในไทยยังไม่เปลี่ยน พอได้คุยกับดีไซน์เนอร์ เราก็พบว่าจริงๆ เขาอยากเปลี่ยนดีไซน์มานานแล้ว แต่เขาไม่รู้จะไปซื้อกับใคร จุดนี้จึงทำให้เราเริ่มเข้าใจลูกค้า มากขึ้น
อย่างที่สอง เราต้องทำการบ้านเรื่องลูกค้า หาให้เจอว่าสไตล์ที่ลูกค้าต้องการคืออะไร การที่เราเป็นเซลล์หน้าใหม่ เราจึงต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นหลายเท่า คนอื่นเขาอยู่มา 30 ปี เราเพิ่งมาอยู่แค่ปีเดียว หากเขาวิ่ง 10 เจ้า เราต้องวิ่ง 30 เจ้า กว่าที่ลูกค้าจะเชื่อใจเรา และก็พอเราได้งานมา เราจะต้องสร้างความเชื่อใจระหว่างเรากับลูกค้า เพราะถึงแม้เราจะหน้าใหม่ แต่เรามีความรับผิดชอบ และต้องการให้ในสิ่งที่มีคุณภาพจริงๆ สิ่งเหล่านี้ก็จะนำไปสู่ซื้อซ้ำนั่นเอง
อย่างที่สาม เราจะต้องไม่หยุด ต้องทำงานตลอดเวลา เพราะเฟอร์นิเจอร์มันเหมือนแฟชั่น มันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา พอเราเผลอแปบนึง ก็มีแบบมาใหม่ๆ ตลอด เราก็ต้องหมั่นไปดูงาน อัพเดตเทรนด์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
นี่คือมุมมองการทำธุรกิจในยุคการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่มีความท้าทายแต่ “เวอร์ค่อน” สามารถพิสูจน์ตัวเองและยืนหยัดในอุตสาหกรรมนี้ได้ ด้วยแนวคิดที่ยึดลูกค้าเป็นหลัก และอัพเดตเทรนด์สินค้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะการทำธุรกจิในยุคนี้ การก้าวนำหน้าคนอื่นหนึ่งก้าวย่อมดีกว่าเสมอ..