ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยนั้นแข่งขันกันรุนแรงมานานหลายปีแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการ ทุกแบรนด์ไม่ว่าจะรายเก่ารายใหม่ต้องพยายามหาตำแหน่งที่ยืนของตัวเอง และสร้าง Brand Image ให้โดดเด่น และพยายามครอง Image นั้นเอาไว้ให้นานที่สุด
ยิ่งมาเจอกับช่วง Transition ซึ่งทำให้ตลาดรวมก้าวไปสู่คำว่า High Tech – Hi Touch
อสังหายุคใหม่ต้อง PropTech + Sustainability
เมื่อมารวมกับพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ความเป็นตัวตนของ ผู้ซื้อที่มองหาตัวตนที่ชัดเจนของผู้ขาย จึงทำให้รูปแบบการแข่งขันที่เคยใช้ได้ผลในอดีต ไม่สามารถรับประกัน ได้ว่าจะประสบความสำเร็จในปัจจุบัน
ที่ผ่านมา เราจะเห็นผู้ประกอบการรายเก่าในท้องตลาดหลายรายเริ่มมีการหยิบเอา Brand Purpose มาปัดฝุ่นขยายความ จากเดิมที่บอกกล่าวเพียงแค่ความสุขในบ้านไปสู่ความสุขของคนรอบข้าง, สังคม และ สิ่งแวดล้อม
พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ประกอบการอสังหายุคใหม่ต้องสื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง People กับ Planet แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องสร้าง Profit เพื่อตอบโจทย์ของ Stakeholder ไปพร้อมๆ กัน
ความเชื่อมโยงของทั้ง 3 P’s ที่ยกมานี้เอง ที่ทำให้บริษัทอสังหาหลายรายมีการปรับตัวครั้งใหญ่
หนึ่งในนั้นก็คือ แสนสิริ
ที่ผ่านมาแสนสิริได้จับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อจัดตั้งบริษัท สิริ เวนเจอร์ส ขึ้นมาเป็น Venture Capital รายแรกๆ ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของไทย เพื่อปักหมุดชิงความเป็นผู้นำ PropTech ไว้ก่อน
ล่าสุดแสนสิริได้มีการจับมือกับบีซีพีจี เปิดโครงการนำร่องแลกเปลี่ยนไฟฟ้าสะอาดแบบเรียลไทม์ด้วย Blockchain ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่โครงการ T77 ย่านอ่อนนุช
ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นสร้างโมเดลใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค ประชาชนจับมือร่วมกันในการจัดการพลังงานด้วยตัวเอง
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ BrandAge Online ขมวดปมมาให้เป็น 5 ข้อด้วยกันคือ